Teerayut 的个人资料Bebomb照片日志列表更多 工具 帮助

日志


3月23日

Creativity vs. Vision

สำหรับท่านที่มาตาม forward mail หรือ search google แล้วมาตกที่นี่ ขอออกตัวก่อนว่า topic คือความเห็นส่วนตัว และมีที่มาจากความแตกต่างกันในเรื่องของมุมมองและความคิดในสิ่งๆหนึ่ง  ไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งที่ทำดีหรือไม่ดีและ ไม่ได้มีเจตนาเขียนเพื่อเป็นประโยชน์ทางการเมืองกับฝ่ายใด สำคัญที่สุดคือผมยังเคารพในตัวของอาจารย์ของผมเหมือนที่ผ่านมา ถ้ายอมรับตรงนี้ได้ก็เชิญอ่านต่อไปได้ครับ...
 
ความจริงคิดมา 2 วันแล้วว่าจะเขียน topic นี้ดีหรือไม่ ด้วยเหตุว่า มันจะไปเกี่ยวข้องกับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งมี relationship เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าและเคารพอาจารย์ท่านเดียวกัน
แต่ว่า สุดท้ายก็คิดว่าควรจะเขียน เพราะเราควรจะ share สินะ ว่าสิ่งที่เรามอง กับสิ่งที่เขามอง ในคำเพียงหนึ่งคำ มันแตกต่างกัน
 
คำๆนั้นคือคำว่า Creativity นั่นเอง
 
หลายคนคงทราบแล้วครับว่า หมายถึงอาจารย์ท่านใด แต่ผมจะท้าวความสักเล็กน้อย ว่าความเป็นมาอย่างไร และอะไรที่มัน conflict
 
สำหรับตัวผมเอง คำว่า creativity ได้ยินมาตั้งแต่การเข้าไปวุ่นวายกับชมรมจิตศึกษา ของจุฬาฯ ซึ่งกิจกรรมหลายกิจกรรมที่เราต้องคิดเพื่อเอามาสอนคนอื่น โดยกิจกรรมจะมีจุดที่จะอ้างไปถึงหลักการที่เราต้องการจะสื่อให้เขาฟัง ด้วยวิธีอุปมาอุปไมย เทคนิคการ imply หรือ paradigm shift เป็นสิ่งที่ใช้มากในการทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้
เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากที่นี่
นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้กับการไป jam ตามกิจกรรมต่างๆ เช่นของส่วนกลาง หรือ การแข่งขัน
 
Creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ ว่ากันง่ายๆ ก็คือความพยายามที่จะ generate แนวคิดใหม่ๆ หรือ แนวคิดเก่าแต่อยู่ภายใต้บริบทใหม่ หรืออื่นๆ
ถ้าว่ากันภาษาชาวบ้านก็ หาแนวคิดที่ทำให้คนมัน อื้อหือ ได้นั่นเอง
 
ขณะที่ อาจารย์ที่เคารพของผม เก่งด้านเครือข่าย พอจบแล้วไปเรียนต่อที่อเมริกา ก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับ tool เกี่ยวกับ creativity และ Mindmap เพิ่มเติมด้วย
 
 
ตอนเรียนกับอาจารย์ครั้งแรก ในวิชา computer communication ตอนนั้นคิดได้อย่างเดียวคือ เหมือนมีเทวดามาฉุดออกจากนรก เพราะอาจารย์ที่สอนอีกคน สอนอะไรก็ไม่รู้
ท่านเป็นคนที่สอนหนังสือแล้ว คนเรียนรู้เรื่อง  ก็ทำให้คนที่เรียนค่อนข้างชื่นชอบครับ
 
แต่หลังๆ ท่านเริ่มลดความสำคัญของศาสตร์ที่ไปเรียนมา แล้วมาเน้นความสำคัญกับ Creativity
 
มากเกินไป (รึเปล่า)
 
อาจารย์ลดวิชาที่สอนซึ่งเกี่ยวกับ Computer Engineering ลง แล้วเพิ่มวิชา Creativity  แต่ยังคงใช้รหัสวิชา 2110 เหมือนเดิม
 
ปีล่าสุดเปิด วิชา creativity 2 ตัว สำหรับป.ตรี และ ป.โท แล้วกำลังจะพยายามเปิด research group เกี่ยวกับ Creativity
ณ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
 
 
มันตลกมากที่นิสิตที่จบ วิศวะคอมฯ ใช้ unix ไม่โปร แต่ได้ A Creativity
มันตลกมากที่นิสิตที่จบ วิศวะคอมฯ config switch ไม่ได้ซักตัว  แต่ได้ A Creativity
มันตลกมากที่นิสิตที่จบ วิศวะคอมฯ ไม่รู้จัก penetration testing แต่ได้ A Creativity
 
ทั้งๆที่ 3 อย่างนี้ท่านสอนได้
 
ล่าสุด ได้เห็นการบ้านของวิชา Creativity ของป.ตรี แล้วอึ้ง เพราะถามว่า
 
มีคนบอกว่า วิชา Creativity ไม่ควรสอนในภาคคอมฯ ท่านจะแย้งว่าอย่างไร
 
บอกได้คำเดียวว่าอึ้งครับ
 
 
วันนี้ผมจะขอตอบโจทย์อาจารย์ที่เคารพนะครับ
 
ก่อนอื่น ด้วยความสัตย์จริงครับ อาจารย์ ผมเอาหัวเป็นประกันได้ว่าไม่มีอาจารย์ท่านใด ในภาควิชา ที่บอกว่า Creativity ไม่ควรสอน ทุกคนรวมทั้งตัวผมเอง คิดอยู่เสมอครับว่า การพัฒนา "Thinking" ที่ดีคือรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาคนในสังคม แน่นอนครับว่า thinking ที่ดี ย่อมจะส่งผลให้คนเรียนรู้ในศาสตร์ของตัวเองได้รวดเร็วและสามารถสรางสรรค์งานใหม่ๆ ให้สังคมได้
 
แต่สิ่งที่หลายคนรวมทั้งผมคิดแย้งกับอาจารย์อย่างชัดเจนคือ วิชานี้ไม่ควรจะมีรหัสเป็น 2110xxx ซึ่งหมายถึงวิชาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์แห่งวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
 
ผมแย้งด้วยเหตุผลดังนี้ครับ
1. ตลอดที่ผมแอบ observe วิชานี้มาตลอด 3 ปี ผมยังไม่เห็นการนำ foundation ของ com eng มาเกี่ยวข้องกับ creativity เลยแม้แต่น้อย
2. การใช้คอมพิวเตอร์ ในวิชานี้เท่าที่เห็นคือไปตัดต่อวิดีโอ มา present project ซึ่งมันตรงกับวิชาหนึ่งของคณะนิเทศฯ หรือสถาปัตย์ฯ
3. เรื่องที่เรียนคล้ายคลึงกับวิชา Creative Thinking ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์
 
ก่อนที่จะแย้งต่อผมพอทราบว่า ที่ภาค IE เปิดวิชา โกะ ซึ่งดูก็ไม่เกี่ยวกับวิศวฯ เหมือนกัน ซึ่งอาจารย์อาจจะนำมาเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบกับวิชาของอาจารย์
แต่ผมจะบอกว่า ผมเห็นด้วยกับการเปิดวิชาโกะ เนื่องด้วยมันเสริมสร้าง thinking ตัวหนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อภาค IE (ความจริงก็ ผมคิดว่าวิศวะฯ need อันนี้มากกว่า ครับ)
 
นั่นคือ strategical thinking และ future thinking
 
ตลอด 4 ปี ผมถูกรุ่นพี่ตะล่อมบ่อยๆ ว่า "ต้องวางแผนดีๆ คิดเผื่อมากๆ จะได้ไม่มีปัญหาเวลา ปฏิบัติหรือส่งงานแล้ว"
 
ถ้าไม่วางแผนออกแบบตึก ตึกอาจถล่ม
ถ้าทำ product line ไม่ดี รถอาจไม่ได้มาตรฐาน
ถ้าวางแผนตั้ง sensor ไม่ดี โรงงานนิวเคลียร์ก็อาจระเบิดได้
 
ผมเจอมาแล้วครับอาจารย์ เจอมาแล้วว่า การเตรียมระบบคอมพิวเตอร์ไม่ดี ทำให้คนตายได้ อาจารย์น่าจะรู้ว่างานอะไร
โปรแกรมที่เขียนด้วย perl script ง่ายๆของผม เคยต้องเอาไปตัดสินอนาคต คน เกือบแสนคนมาแล้วครับ
ผมล้อเล่นไม่ได้
ทุกคนต้องการตาชั่งที่เที่ยงตรง มากกว่าตาชั่งแฟนซีครับ
 
4. Creativity สำหรับวิศวกรรมศาสตร์ มีบทบาทน้อยกว่า การคิดเชิงงกลยุทธ์และเชิงอนาคต
5. Thinking สามารถสอนให้แทรกซึมไปในแต่ละวิชาของภาคได้ ถ้าพยายาม อาจารย์เองก็เคยใช้วิธีนี้ กับวิชา OS มาแล้วยังจำได้ไหมครับ
6. วิชา Creativity (ขอตอบตามตรงนะครับ) ผมรู้สึกว่าของหรืองานที่จบวิชา Creativity ไปจบแล้วจบเลย  ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ และไม่สามารถคิดเอาไปทำอะไรต่อได้   ผมรู้สึกว่ามันเป็นการคิดขยะครับ มันตรงข้ามกับการแข่งขันที่พวกเราไปร่วมกันบ่อยๆ  ที่ผลงานของเราที่ชวนอึ้ง มันก็จะอยู่เป็นรอยเท้าต่อไป  มันทำให้เรานิสัยเสียครับคิดอย่างเดียวไม่ทำ
 
ยาวมากสรุปใจความหลักคร่าวๆ
- วิชานี้ไม่ควรใช้รหัส 2110xxx เพราะไม่มีเนื้อหาเข้ามายุ่งกับ Com eng
- วิชาแนวนี้มีสอนที่คณะอื่นอยู่แล้ว
- มี thinking แบบอื่นที่ควรจะให้เรียนรู้ และควรเรียนรู้แบบ ลักจำใน class มากกว่าเป็น lecture
- Creativity ไม่คิดหรือทำต่อก็ไม่ได้อะไร  จะกลายเป็นฟุ้งซ่านแทน
 
สรุปรวบยอด  Creativity Think เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และพัฒนาเรื่อยๆจนกว่าจะตาย แต่ด้วยอักษรที่ว่า 2110xxx คือว่าที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ของวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ทำให้ไม่ควรที่จะเป็นวิชาหนึ่งในรหัสตัวนี้
 
 
มีประเด็นหนึ่งครับที่ผมพูดถึงคือ  Creativity ไม่คิดหรือทำต่อก็ไม่ได้อะไร
ความจริงการได้คิดเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าความคิดนั้น ไม่ได้ถูกแสดงปฏิบัติออกมา
ความจริงคนไทยเราคิดเก่งนะครับ แต่ด้วยสาเหตุหลายกระการ ทำให้เราไม่สามารถปฏิบัติตามความคิดที่เราวางไว้ได้
- อาจเพราะไม่มีเวลา
- อาจเพราะไม่มีทุน
- อาจเพราะวางแผนมาไม่ดี
ฯลฯ
 
ดังนั้น คิดแล้วทำ คือสิ่งที่สำคัญมากครับ
 
ความจริง Creativity นั้นเชื่อมโยงกับคำๆหนึ่ง ซึ่งเราจะได้ยินบ่อยๆ นั่นก็คือคำว่า Vision
Vision หรือ วิสัยทัศน์ ปกติเราก็เห็นพวกนักการเมืองกระหลั่วแสดงมาอย่างน่าอดสูเช่น
- หน้าแล้งต้องมีน้ำทำนา
- ปลดหนี้เกษตรกร
ฯลฯ
 
เป็น Vision ที่ไม่น่าสนใจใช่มั้ยครับ เพราะไม่มีอะไรใหม่เลย
ถ้าเราลองใส่ Creativity ลงไปเล็กน้อย คงได้ประมาณว่า
- อีก 10 ปี การเดินทางในกรุงเทพฯ จะสามารถเชื่อมต่อด้วยรถไฟฟ้าทั้งระบบ และผู้ใช้จะสะดวกในการจ่ายตังค์เพราะเราจะ ใช้ระบบเก็บเงินเดียวกัน ใช้บัตรประชาชนจ่ายตังค์ค่าโดยสารโดยไม่ต้องไปกดเลือกสถานีแบบเก่า และรถไฟฟ้าจะขยายเส้นทางปีละ 5 กิโลเมตร 2 สถานี เพื่อรองรังผู้ใช้ในพื้นที่ที่ใหญขึ้น
 
ก็ขี้โม้อยู่ดี 555 แต่ก็ไม่ใช่จะทำไม่ได้นิครับ
 
เอาอย่างนี้มาดูดีกว่าว่าบริษัทที่เขาว่ากันว่า ไม่ได้โม้ เขามี vision แบบไหนในปี 2010
  
 
NTT Docomo บริษัทญี่ปุ่นที่โม้อะไรไว้จะทำได้เป็นส่วนใหญ่ประกาศ vision แบบนี้ขึ้นมาคนก็อึ้งแหละครับ
 
แต่ผมว่า vision อย่างนี้มันทำให้ดูศักดิ์สิทธิ์ดีครับ
เพราะมันทำให้คนทำงานมีไฟ มีเป้าหมายที่จะก้าวต่อไปอย่างชัดเจน
 
ไม่ลองทำให้ Creativity และ Vision ของเราศักดิ์สิทธิ์บ้างเหรอครับ ^ ^
3月11日

10 Most Valuable Memory in CU Part1

ก่อนที่จะเขียนอะไรต่อไปขอบอกก่อนว่าตอนนี้ กระผมได้สิ้นสุดทางเดินทางที่ยาวนานภายในมหาวิทยาลัย เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน และหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง เพื่อตัวเองบ้าง

วันสุดท้ายอย่างเป็นทางการคือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ช่างเป็นฤกษ์งามยามดีเสียนี่กระไร เลยเดินทางไปกราบพระบรมรูปฯ เพื่อลาท่านอย่างจริงๆจัง นอกจากนี้ก็เข้าไปกราบรูปของในหลวง ในสถานที่ทีหลายคนไม่เคยเข้าไปสักเล็กน้อย

ถ้าถามว่ามีเรื่องอะไรยังค้างคาอยู่หรือไม่ คงยังมีอีกเยอะที่ยังค้างคาอยู่ แต่ยังไงซะ That's all my best effort. ข้าพเจ้าทำดีที่สุดแล้ว และควรจะหันหลังให้กับมันได้อย่างภาคภูมิ

ที่สิงสถิตใหม่เป็นบริษัทเล็กๆกลางๆ ไม่ใหญ่มากครับ อยู่ตรงสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ บรรยากาศการทำงานก็คล้ายกับในแล็บ มีฮาเฮกันสนุกสนาน แล้วก็มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าศีกษา

ไม่รู้ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ดีหรือไม่นะ เพราะหลังจากที่ sign contact เรียบร้อยแล้ว บริษัทใหญ่ๆ ก็โทรมาเรียกตัวไปสัมภาษณ์ แต่ก็ปฏิเสธไป เหอะๆ แต่ตัดสินใจไปแล้วครับ ไม่เสียใจ อย่างมากก็เสียดาย มั้ง

ย้อนกลับมาที่เหตุการณ์ในจุฬาฯ ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา มีหลายเหตุการณ์ที่ดีและไม่ดี มีทั้งวันที่ขึ้นถึงจุดสูงสุดและ ต่ำสุด แต่ที่สำคัญแต่ละเหตุการณ์ก็ เป็นเสมือนคุณครูที่ทำให้เราเรียนรู้เพิ่มเติมประสบการณ์ชีวิตและได้ข้อคิดที่ดีมากมาย ขอตัดมา 10 อย่าง จะค่อยๆทยอยเล่าไปเรื่อยๆนะครับ

แต่พอดี 3 เรื่องแรกเขียนก่อนมานานแล้ว แปะเลยหล่ะกัน

10. รับน้องจุฬา 2542

เป็นปีแรกที่เข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ แต่ในขณะเดียวกันปีนั้นก็เป็นปีแรกที่ส่งผลงานไปประกวด NSC ของอีตา NECTEC ซึ่งวันแรกของการรับน้องใหม่คือวันที่จะต้องไปแสดงผลงานให้กรรมการดูในช่วงเช้า
จำได้ว่า วันนั้นหลังจากถวายบังคมที่อนุสาวรีย์เสร็จแล้ว ก็กำลังงงๆ กับเพื่อนๆ ว่าจะอยู่ต่อหรือกลับดี ปรากฏว่ามีพี่คนนึง เข้ามาทักทายแล้วก็ลากเข้าบ้าน "หนอนเหี้ยมหอยโหด" ไปเลย ก็เล่นไปเรื่อยๆ จน เกือบ 10 โมงก็ขอพี่กลับไป present งาน ที่ NECTEC (ตอนนั้นยังอยู่ที่กระทรวงวิทย์ฯ พระราม6) พี่ก็ให้ไปโดยพี่อ๊อดเป็นคนพาออกไป คุยกับ staff แทนให้หมดเลย ดีจริงๆ ^_^

พอ present เสร็จก็กลับมาบ้านเดิม แต่ก็น่าเสียดายที่ ข้าพเจ้าอดเข้าหอประชุม เนื่องจากกลุ่มตอนเช้าเข้าหอประชุมไปซักพักแล้ว แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะ อีก 3 ปีที่เหลืออยู่เข้าทุกปีในฐานะสมาชิกชมรมนักร้องประสานเสียง สจม. นั่นเอง - -"

9. การนัดติวของเจ้าอ้อ ณ อพาร์ตเมนท์

ถ้าพูดไปก็เหมือนโกหกครับ ว่าตลอดเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 1 - ปี3 ผมอ่านหนังสือคนเดียวตลอด... อาจเป็นเพราะด้วยค่านิยมในอดีตที่ผิดๆ ตอนสมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมก็ได้ ที่อ่านเป็นกลุ่มมักไม่ได้งาน หลายๆอย่างชอบทำเดียวครับ ด้วยความที่คิดว่าทำงานกลุ่มแล้วรำคาญ (ซึ่งความจริง การทำงานเดี่ยวก็ส่งผลดีต่อเราในอนาคตนะครับ เพราะตอนนี้ ผมกล้าที่จะสู้กับงานที่ยากๆ โดยไม่ล่อกแล่กแล้วก็ไม่พึ่งใคร ถ้าใครคนนั้นมันพึ่งไม่ได้)

อ้อเป็นสาวแกร่งเพื่อนร่วมภาคผมครับ เรียนจบไม่ถึงปีก็แต่งงานแล้ว หุหุ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่อพาร์ตเมนทืของมัน ก็ทำให้ผมได้ประสบการณ์และความรุ้สึกที่ดีครับ

เริ่มต้นด้วยการทำ Project SE กันครับ คนอื่นบอกว่า วิศวกรรมซอฟต์แวร์ แต่สำหรับผมมันคือ อักษรศาสตร์การบรรยายอันน่าอาเจียน  ความจริงผมเห็นความสำคัญของ document นะครับ แต่ผมไม่ชอบการเขียนอะไรที่เรียกง่ายๆว่า นั่งเทียน บางครั้งก็เซ็งๆกับอาจารย์ครับ ด้วยอีโกอันมหาศาลว่า "ทำไมตูต้องมาเถียงเรื่อง document กับคนเขียน Software ไม่เป็นด้วยฟะ" นี่แหละครับ โปรเจ็คอันน่าอาเจียน เว็บ SME เล็กๆ สามารถเขียนรายงานได้ 150 กว่าหน้า ทั้งๆที่ ผมใช้แค่ Dataflow กับ ER Diagram 2 หน้าเท่านั้นแหละ

ด้วยความที่เป็น 150 กว่าหน้านี่แหละครับทำให้เราต้องไปทำ project กันค้างคืน ตอนแรกก็ค้างคืนผ่าน MSN ครับ แต่รู้สึกว่าระยะห่างๆ กันมากครับ พิมพ์คุยกันไม่รู้เรื่องและไม่ได้อารมณ์ ดังนั้น ค้างคืนครับ โดยใช้ห้องเจ้าอ้อ เป็นกองบัญชาการ

ในระหว่างการทำโปรเจคก็ สนุกสนานกว่าที่คิดครับ คงเพราะมีพวกตัวฮาๆ อย่างนายเตี่ยว (อดีตคนเขียนบทบางรักฯ)ด้วย เลยทำให้บรรยากาศค่อนข้างดีครับ
ทำโปรเจคไปๆมาๆ ลืมครับว่าเรายังเหลือวิชา อสูรร้ายจากภาคไฟครับ นั่นคือ Etron นั่นเอง สำคัญคือวิชานี้แจก F ด้วยครับ ดังนั้นเราก็เลยต้องติวกันด้วยครับ

บรรยากาศการติว ทำให้ผมลืมเรื่องเก่าๆ ที่โรงเรียนหมดครับ ว่ากันตรงๆ เรารู้สึกว่าเฮ้ย มีเพื่อนมันอบอุ่นดีนะ มีปัญหาทำไม่ได้ก็ช่วยกันแก้ บางข้อที่คิดคนเดียวยังไงก็ไม่ได้ พอรวมหัวกันคิดมันก็ได้ขึ้นมา

นี่แหละครับ ความสามารถของคำว่า Team ที่แท้จริง เพราะมันทำให้ 1 + 1 > 2 ได้

8. การเตรียมงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ ธรรมศาสตร์

ขอโม้ว่า ตลอด 4 ปีที่เรียนอยู่ป.ตรี คิดว่าเป็นน่าจะ backend หมดทุดส่วนแล้วนะ ตั้งแต่ ออกแบบกระดาษเขียนโค้ด นั่งเขียนโค้ดค้างคืน ตีแสตนท์ ทำ backstage แบกเสลี่ยง ฯลฯ

ความน่าประทับใจอย่างรุนแรงคือ ข้าพเจ้ามักจะโดนคนมีบัตรที่แมร่งไม่ได้ทำเหี้ยอะไร ไล่ออกมาข้าง ทั้งๆที่ตูช่วยดูมากกว่ามันซะอีก - -"

จำได้เลยว่าปี 2 เข้าไปแก้ปัญหาเรื่อง กระดาษโค้ดผิดตำแหน่ง ตั้งนาน เสร็จแล้วก็โดนไล่ลงมา ทั้งๆ ที่เพื่อนมันเรียกตูไปช่วย เห้อ  ปีนี้ โดนอย่างนี้ไป 4-5 รอบได้

ปีหลังๆ ด้วยความรำคาญ เลยไปตบ บัตร staff มากันผีซักหน่อย

ความจริงแล้วงานบอล แต่ก่อนแม้ว่าเป้าหลักคือจัดขึ้นตามประเพณี ก็ตาม แต่รุ่นพี่ในอดีตจะมีเป้าหมายที่สำคัญว่าครับ คือทำยังไงให้น้องๆ ที่มาช่วยงานได้รับความรู้ที่มากกว่าแค่มาช่วยงาน ทำยังไงให้น้องๆ ที่มาช่วยงานรู้จักคำว่า Teamwork ทำยังไงให้น้องๆที่มาช่วยงานได้รับประสบการณ์ที่ดี...

น่าเศร้าที่สิ่งต่างๆ เหล่านี้เริ่มหายไปครับ โดยมีเป้าหมายที่เด่นว่านั่นก็คือ กูต้องการชนะ

ผลที่ตามมาคือ แค่มีเทคโนโลยี ไม่ต้อง teamwork แล้วแค่นี้ก็จบได้ สังเกตนะครับงานบอลหลังๆ เน้นขึ้น stand เร็วๆ ขึ้นเสร็จ stand เต็ม ก็บูมโชว์ซะหนึ่งที แล้วก็สุญญากาศ

ทำไปทำไมครับ

Staff สนามมากขึ้นทุกปี แต่ผมก็เห็นช่างกล้องที่ใส่ชุด Staff สนาม มากขึ้นทุกปีเหมือนกัน คนรู้งานในสนามจริงๆ 10 คนจะถึงหรือเปล่า...

ถ้าแน่จริงๆ ทำซักครั้งได้ไหมครับ แสตนเต็ม พร้อมกัน บ่าย 3 โมง ทั้ง ธรรมศาสตร์และจุฬาฯ พร้อมรับพิธีเปิด
.
.
.
เชื่อว่าชาตินี้ก็คงไม่ได้เห็น ตราบใดที่คนไทยยังเอาความรู้สึก ชี้นำวัตถุประสงค์ของตัวเองอยู่