ข่าวจากเว็บไซต์ผู้จัดการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551
" เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ส.ว.สรรหา ประท้วง ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง ส.ส.พปช. ที่ระบุว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่มีทศพิธราชธรรม โดยระบุว่า การใช้คำว่า "ทศพิธราชธรรม" ซึ่งเป็นคำราชาศัพท์ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเป็นคำที่ใช้เฉพาะกับกษัตริย์เท่านั้น หากใช้คำนี้จะเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ขณะที่ ร.ท.กุเทพ ยืนยันว่า ไม่ใช่การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากคำๆ นี้ ใช้กับนักปกครอง และใช้ได้ทั่วไปกับผู้ปกครอง เป็นคำโบราณมีมานานตั้งแต่เมื่อครั้งพุทธกาล และการกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถือเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ม.ร.ว.ปรียนันทนา ยืนยันว่า เป็นคำราชศัพท์ และไม่สมควรอย่างยิ่ง ต่อมา ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ยืนยันว่าไม่ใช่คำราชาศัพท์
ทั้งนี้ จากคำพูดดังกล่าวทำให้สภาเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย โดยมีการผลัดเปลี่ยนกันประท้วงกันไปมาอยู่หลายคน ทำให้การอภิปรายหยุดชะงักไปกว่า 20 นาที"
คือ ตอนนี้นั่งดูอยุ่ตอนที่ไอ้พวกงี่เง่านี่มันพูดตรงนี้พอดี ความรู้สึกแรกหลังจากที่ท่านกุเทพ บอกว่า "นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่มีทศพิธราชธรรม" คือ ตานี่เนี่ยนะมี - -"
ไม่ทันจะคิดจบ ก็เจอประท้วง แทนทีจะประท้วงตามที่คิดไว้ ดันกลายเป็น อย่างที่เห็น - -"
งานเข้าสิครับพี่น้อง ไอ้เราก็อยากรู้อยากเห็นด้วยสิ ก็เลยไปค้นหาข้อมูล ตามกุ๊กกู๋ กันดีกว่า
จาก wikipedia
ทศพิธราชธรรม หรือ ทศพิธราชธรรม 10 คือจริยวัตร 10 ประการที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลักธรรม ประจำพระองค์ หรือเป็นคุณธรรมประจำตนของผู้ปกครองบ้านเมือง ให้มีความเป็นไปโดยธรรมและยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชนจนเกิดความชื่นชม ยินดี ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้จำเพาะเจาะจงสำหรับพระเจ้าแผ่นดินหรือผู้ปกครองแผ่น ดินเท่านั้น บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในทุกองค์กรก็พึงใช้หลักธรรมเหล่านี้
ทศพิธราชธรรม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ราชธรรม 10" นี้ ปรากฏอยู่ในพระสูตร ขุททกนิกาย ชาดก ปรากฏพระคาถา ดังนี้
| ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจ อวิโรธนํ. ขุ.ชา.28/240/86
|  |
ที่นี้ที่มาของคำๆนี้มาจากพุทธศาสนา เราพยายามไปหาที่มาว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงแสงธรรมนี้
พระ พุทธเจ้าทรงมีความกระจ่างชัดในเรื่องการเมือง สงรามและสันติภาพ เรื่องที่รู้กันดีที่ควรย้ำไว้ที่นี่ว่า พระพุทธศาสนาประกาศและเผยแพร่อหิงสธรรมและสันติภาพ ในฐานะเป็นสาส์นสากล และเป็นศาสนาที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง หรือการทำลายล้างชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชนิดใด ตามทัศนะของพระพุทธศาสนาไม่มีสงครามใดที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น “ สงครามฝ่ายธรรม ” ซึ่งเป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นอย่างผิด ๆ และเผยแพร่ออกไป เพียงเพื่อหาความชอบธรรมและข้อแก้ตัวให้แก่ความโกรธ ความโหดร้าย ความรุนแรง และการสังหารหมู่ ใครจะเป็นผู้ตัดสินได้ว่าฝ่ายใดเป็น “ ธรรม ” ฝ่ายใดเป็น “ อธรรม ” ? ผู้ที่เข้มแข็งและเป็นฝ่ายชนะ คือ ฝ่าย “ ธรรม ” ส่วนที่ผู้ที่อ่อนแอและเป็นฝ่ายแพ้ คือฝ่าย “ อธรรม ” สงครามของเรา เป็นสงครามฝ่าย “ ธรรม ” เสมอ ส่วนสงครามของเจ้า เป็นสงครามฝ่าย “ อธรรม ” เสมอ พระพุทธศาสนาจึงไม่ยอมรับจุดยืนแบบนี้
พระ พุทธเจ้าไม่เพียงแต่ทรงสอนอหิงสธรรมและสันติธรรมเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงเคยแม้กระทั่งเสด็จเข้าสู่สนามรบ ทรงเข้าแทรกแซงด้วยพระองค์เอง และทรงป้องกันไม่ให้เกิดสงครามอย่างเช่น ในกรณีข้อพิพาทระหว่างฝ่ายศากยะกับฝ่ายโกลิยะ ซึ่งกำลังเตรียมตัวรบกัน เนื่องจากเกิดปัญหาแย่งน้ำในแม่น้ำโรหิณี และครั้งหนึ่ง พระดำรัสของพระองค์ได้ช่วยป้องกันไม่ให้พระเจ้าอชาตศัตรูทรงใช้กำลังเข้าโจม ตีแคว้นวัชชี
ใน สมัยพุทธกาลก็เช่นเดียวกับทุกวันนี้ คือ มีผู้ปกครองปกครองประเทศโดยขาดความยุติธรรม ประชาชนถูกกดขี่ข่มเหง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกทรมาน ถูกกลั่นแกล้งถึงตาย ถูกบังคับเก็บภาษีมากจนเกินขอบเขต และถูกลงโทษด้วยวิธีการลงโทษที่โหดเหี้ยมทารุณ พระพุทธเจ้าทรงสลดพระทัยต่อการกระทำอันไร้มนุษยธรรมเหล่านี้ ในอรรกถาธรรมบท (ธัมมปัฏฐกภา) บันทึกไว้ว่า ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงมุ่งพระทัยสู่ปัญหาว่าทำอย่างไรถึงจะมีรัฐบาลดี ๆ ได้ ทัศนะต่าง ๆ ของพระองค์จะเป็นที่เข้าใจได้ก็ต่อเมื่อได้พิจารณาถึงภูมิหลังของด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของยุคพุทธกาลประกอบไปด้วย พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่าทั่วทั้งประเทศจะเกิดความฟอนเฟะ เสื่อมโทรม และไร้สุข เมื่อหัวหน้ารัฐบาล คือ กษัตริย์ เสนาบดี และข้าราชการ มีแต่ความฟอนเฟะ และขากความยุติธรรม เพราะว่าการที่ประเทศจะมีความสงบสุขได้นั้น จะต้องมีรัฐบาลที่ปกครองด้วยความยุติธรรม วิธีการที่จะก่อให้เกิดมีรัฐบาลเช่นนี้ได้นั้น พระพุทธองค์ตรัสอธิบายไว้ในคำสอนว่า “ กิจวัตรของพระราชา 10 ประการ ” (ทศพิธราชธรรม) ดังที่มีคำอธิบายอยู่ในคัมภีร์ชาดก
แน่นอน คำว่า “ ราชา ” ในสมัยอดีต ควรใช้คำสมัยปัจจุบันว่า “ รัฐบาล ” แทน ดังนั้น “ ทศพิธราชธรรม" จึง ประยุกต์ใช้ในปัจจุบันกับบรรดาผู้ประกอบเป็นรัฐบาล เช่น ประมุขของรัฐ บรรดารัฐมนตรีผู้นำทางการเมือง ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร
ทศพิธราชธรรม เป็นหัวข้อธรรมะที่มี ผู้สนใจกันมาก เพราะเป็นธรรมะของผู้ปกครองโดยทั่วไป มิได้เจาะจงว่าต้องเป็น ของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ธรรมะในข้อนี้เป็นของที่บัญญัติขึ้นก่อนสมัย พุทธกาล อาจกล่าวได้ว่าเป็นปรัชญาทางการเมืองการปกครองของโลกตะวันออก ที่วางกรอบปฏิบัติหรือธรรมนูญของผู้มีอำนาจปกครอง ต่อมานักปราชญ์ทางพุทธศาสนาได้รับเข้าไว้เป็นธรรมะในศาสนาของตน
เท่าที่อ่านผ่านๆมาก็จะพอเข้าใจว่า คนทั่วไปก็ปฏิบัติได้ แต่ๆๆๆๆๆ ไม่มีใครบอกนะครับว่าเป็นคำราชาศัพท์หรือไม่ แค่บอกว่าคนธรรมดาก็สามารถนำไปใช้ปฏิบัติตามได้เท่านั้นเอง
ทีนี้จะรู้ได้ยังไงหล่ะว่าเป็นหรือไม่เป็น คำราชาศัพท์
จะพบว่า ทศพิธราชธรรม อยู่ในหมวดคำราชาศัพท์... แต่ก็ไม่รู้ว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน ใครทำก็ไม่รู้
ดังนั้น reference ที่ดีที่สุดก็คงเป็นหนังสือเล่มเดียวที่ศาล รธน. ใช้ตัดสินคดีชิมไปบ่นไปนั่นเอง คือ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2542
เมื่อเราค้นคำว่า "ทศพิธราชธรรม" แล้วจะได้ผลว่า
ทศพิธราชธรรม น. จริยาวัตรที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลักธรรมประจําพระองค์ หรือคุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมืองมี ๑๐ ประการ ได้แก่ ๑. ทาน - การให้ ๒. ศีล - การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ๓. บริจาค - ความเสียสละ ๔. อาชชวะ - ความซื่อตรง ๕. มัททวะ - ความอ่อนโยน ๖. ตบะ - การข่มกิเลส ๗. อักโกธะ - ความไม่โกรธ ๘. อวิหิงสา - ความไม่เบียดเบียน ๙. ขันติ - ความอดทน ๑๐. อวิโรธนะ - ความไม่คลาดจากธรรม.
ลองเปรียบเทียบกับคำนี้นะครับ
ตรัส(ราชา) ก. พูด. ว. แจ้ง, สว่าง, ชัดเจน.
หวังว่าคงจะสรุปอะไรได้ไม่มากก็น้อยนะครับ
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์ อักษรแล้ว ข้อมูลทางจารีตประเพณีก็ควรจะนำมาพิจารณาด้วย
ในอดีตจนถึงปัจจุบัน การใช้ทศพิธราชธรรม สำหรับสามัญชน จะใช้ในลักษณะว่า เชิญชวนให้ปฏิบัติตาม ไม่ใช่บอกว่าใครมีทศพิธราชธรรม เช่น
เป็นต้น
ดังนั้นการที่ท่านมหาเปรียญบอกว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่มีทศพิธราชธรรม ถึอว่าเป็นครั้งแรกที่มีการพูดในลักษณะนี้ให้สาธารณชนได้ยิน
ถ้าดูในทางจารีตประเพณี ที่ไม่ใครมีใครบังอาจพูดได้ขนาดนั้น ก็คงจบด้วยความไม่เหมาะสมมากกว่า...
1. ไม่เหมาะสมเพราะ ประเทศนี้ให้เกียรตืพระมหากษัตริย์ และมีขนบธรรมเนียม ประเพณี ที่ยึดถือมานาน จะมาทำลายง่ายๆ ด้วยการตีความตามอักษร มันก็ดูน่าเกลียด
เมื่อทราบที่มาของศัพท์ "ทศพิธราชธรรม" เป็นพื้นฐานอย่างนี้แล้ว ก็พอมองเห็นว่า ที่ ร.ท.กุเทพพูดว่า "นายกฯ สมัครเป็นผู้มีทศพิธราชธรรม" โดยอ้างอิงแต่สมัยพระพุทธกาล นั้น
ก็ไม่ผิดหรอกครับ โดยนัยแห่งตำราภาษาศาสตร์สากลแต่สมัยพุทธกาล ไม่ถือว่า ร.ท.กุเทพ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"
แต่ที่ท่าน ม.ร.ว.ปรียนันทนา ประท้วงนั้น ก็ไม่ผิดเช่นกัน เพราะโดยนัยแห่งวัฒนธรรม-ขนบธรรมเนียม-ประเพณี แห่งประชาชนคนไทยที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ยกศัพท์นี้ขึ้นสูงถวายเป็นศัพท์เฉพาะพระมหากษัตริย์คู่กับสถาบันกษัตริย์ ตลอดมา
ดังที่ทราบกันว่า "ทศพิธราชธรรม" เป็นศัพท์ตามขัตติยราชประเพณี ทางการปกครองของไทยนั่นเอง!
สรุปก็คือ ที่ ม.ร.ว.ปรียนันทนา ประท้วงนั้น กระทำในสิ่งที่ "ผู้มีจิตสำนึก" พึงกระทำถูกต้องดีแล้ว ผมก็ไม่คิดว่านายกฯ สมัคร หรือนักปกครองคนไทยคนไหน จะพอใจให้ใครมายกย่องความเป็นผู้มีธรรมด้วยศัพท์ว่า "ทศพิธราชธรรม"
และที่ ร.ท.กุเทพยกย่องหัวหน้าพรรคตัวเองด้วยคำว่า "นายกฯ สมัครเป็นผู้มีทศพิธราชธรรม" ผมก็ไม่คิดว่า ร.ท.กุเทพจะคิดนำมาใช้ด้วยอกุศลเจตนาใดๆ คงนำมาใช้เพราะความเป็นผู้เรียนมาก รู้มาก
แต่อย่างน้อย "จิตสำนึก" ในการวิเคราะห์ อะไรควร-อะไรไม่ควร ในภาวะอันพึงมี
2. ตัวบุรุษที่ 3 ที่ถูกกล่าวถึง ลองเทียบรายข้อดูหล่ะกันนะ
๑. ทาน (การให้ คือ สละทรัพย์สิ่งของบำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์ และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์)
๒. ศีล (ความประพฤติดีงาม คือสำรวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การสุจริตรักษากิตติคุณให้ควรเป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ใครจะดูแคลน)
๓. ปริจจาคะ (การบริจาค คือ เสียสละความสุขสำราญ ตลอดจนชีวิตของตนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง)
๔. อาชชวะ (ความซื่อตรง คือ ซื่อตรงทรงสัตย์ไร้มารยา ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มีความจริงใจ ไม่หลอกลวงประชาชน)
๕. มัททวะ (ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่ง หยาบคายกระด้างถือองค์ มีความงามสง่าเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวลละมุนละไม ให้ได้ความรักภักดีแต่มิขาดยำเกรง)
๖. ตปะ (ความทรงเดช คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้ามาครอบครองย่ำยีจิตระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและความปรนเปรอ มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอหรืออย่างสามัญ มุ่งมั่นแต่จะบำเพ็ญเพียรทำกิจให้บริบูรณ์)
๗. อักโกธะ (ความไม่โกรธ คือ ไม่เกรี้ยวกราด ลุอำนาจความโกรธจนเป็นเหตุให้วินิจฉัยความและกระทำการต่างๆ ผิดพลาดเสียธรรม มีเมตตาประจำใจไว้ระงับความเคืองขุ่นวินิจฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันราบ เรียบเป็นตัวของตนเอง)
๘. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือเกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอำนาจขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่ประชาราษฎร์ผู้ใด เพราะอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง)
๙. ขันติ (ความอดทน คือ อดทนต่องานที่ตรากตรำ ถึงจะลำบากกายน่าเหนื่อยหน่ายเพียงไรก็ ไม่ท้อลอย ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยคำเสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดกำลังใจ ไม่ยอมทิ้งกรณีย์ที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม)
๑๐. อวิโรธนะ (ความไม่คลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ ไม่มีความ เอนเอียงหวั่นไหว เพราะถ้อยคำที่ดีร้ายลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใดๆ สถิตมั่นในธรรม ทั้งส่วนยุติธรรมคือความเที่ยงธรรมก็ดี นิติธรรมคือระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป)
อืมมมมม - -! ขอเป็นคนอื่นได้ไหมอ่ะ > _ <
สุดท้าย หวังว่าคนที่ผ่านเข้ามาจะเข้าใจมาขึ้นนะครับ... ถ้าเปิดใจกว้างดูก็น่าจะรับรู้ในสิ่งที่ต้องการจะบอก