Teerayut 的个人资料Bebomb照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
7月28日 ความวุ่นวายสไตล์ไทยๆของ PCI-Xเฮ้อ จากหัวข้อที่ผ่านมาได้สัญญาว่า จะกลับมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องคอมพิวเตอร์ แต่ว่าไปว่ากว่าจะหาประเด็นในการเขียนได้นี่มันช่างน่าปวดหัวจริงๆ
หัวข้อที่จะพูดถึงนี่ก็คือ บัสของคอมพิวเตอร์ (computer bus) ครับเป็นที่ทราบกันว่าคอมพิวเตอร์มีความเท่ห์ที่เหนือกว่าพวกตู้หยอดเหรียญขายน้ำคือมันมีความสามารถในการเพิ่มฟังกชั่นการทำงานโดยการใส่การ์ดเข้าไปที่ตัวคอมพิวเตอร์ (ใครนึกไม่ออกก็นึกถึงร็อคแมนนะครับ เวลาชนะบอสก็จะได้ฟังก์ชั่นของบอสมา ไม่เกี่ยว!?) ในการเพิ่มฟังก์ชั่นนั้นวิธีหนึ่งก็คือ มีการ์ดฟังก์ชั่นเช่นการ์ดจอหรือการ์ดเสียงแล้วก็เสียบเข้าไปที่เครื่อง โดยที่ตำแหน่งที่เสียบการ์ดนั่นเองครับที่เรียกว่าบัส
ทีนี้บัสก็มีอยู่หลายแบบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่ ISA PCI AGP PCI-X PCI-E ซึ่งในแต่ละรุ่นนั้น บางอันก็ตายไป อย่าง AGP ก็เริ่มตายเพราะโดน PCI-E (x16) ตีตลาดเพราะความเร็วที่เหนือกว่า หรือการพัฒนา generation ใหม่ของระบบบัสเดิมๆ เช่น PCI-X ก็มี version 2. ได้ throughput ที่ 2 GB/s หรือ 4GB/s โดยประมาณ ขณะที่ PCI-E ถ้าเป็น version 2.0 ใช้ x32 ได้ 4GB/s และกำลังจะมี version 3.0 ซึ่งสนับสนุนถึง 8 gigatransfer/s
ถึงตรงนี้หลายคนที่ไปๆมาๆตามตลาดขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จะเริ่มแย้งแล้วหาว่าผมเขียนผิด
ผิดตรงไหน ก็ตรงที่ PCI-E (x16) นี่แหละ มันต้องเป็น PCI-X สิ!?
ทำไมหล่ะ เพราะในตลาด เขียน PCI-X x16 หมดทุกเจ้าเลย
ตรงนี้คือสิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงครับ
ความหมายที่แท้จริงของ PCI-X คือ PCI-Extended ครับซึ่งเกิดมาก่อน PCI-Express
PCI-Express ย่อว่า PCI-E เป็นเทคโนโลยีที่เกิดหลังสุดพัฒนาโดย Intel เจ้าเก่าเพื่อเป็น Hardware Killer ในส่วนของ bus ทั้งหมด พูดง่ายๆคือมาตี PCI AGP และ PCI-X นั่นเอง
ซึ่ง PCI-E มีโครงสร้างแตกต่างจากทั้ง PCI และ PCI-X เนื่องจากถูกพัฒนาโดยใช้หลักการต่างกัน ในขณะที่ PCI-X สามารถใช้การ์ด PCI ปกติได้เนื่องจากมีสายการพัฒนาเดียวกัน
PCI-E มีความพยายามที่จะครองตลาดของ Expansion Slot จึงเริ่มด้วยการตี Graphics Card ของ AGP ก่อนซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ AGP คงจะหายไปในตลาดอีกไม่นาน ตอนนี้เป้าหมายต่อไปคือการตี PCI และ PCI-X ต่อ ซึ่งวิธีการคือการมีอินเทอร์เฟสแบบ x1 x4 และ x8 x16 และ x32 ซึ่งเป็น bus ขนาดเล็กกว่า ให้ผู้ผลิด Card เลือกได้ตามความเหมาะสมกับความเร็วที่ต้องการใช้งาน
ขณะที่ PCI-X เป็นบัสซึ่งจะอยู่ใน Mainboard คอมพิวเตอร์ระดับ workstation หรือ server เท่านั้นครับ ไม่ค่อยพบใน Mainboard Desktop ทั่วไป อุปกรณ์ที่จะพบการใช้ PCI-X จะเป็นอุปกรณ์ที่มีการประมวลผลของข้อมูลเยอะๆ เช่น Storage หรือ Cryptographic Module ซึ่งคนใช้ Desktop ตามบ้านจะไม่เจออุปกรณ์เหล่านี้เลย
ความแตกต่างระหว่าง PCI-E และ PCI-X คือวิธีการทำงานครับ
PCI-E ทำงานโดยใช้การส่งสัญญาณ Serial ไป-กลับ ระหว่างอุปกรณ์และหน่วยประมวลผล เรียกว่า Lanes มีลักษณะการทำงานแบบ Point-to-Point มีการส่งสัญญาณแบบ Full-Duplex
PCI-X ทำงานโดยใช้การส่งสัญญาณแบบ Parallel บนบัส มีลักษณะการทำงานแบบ Physical Hub มีการส่งสัญญาณแบบ Half-Duplex
หรือถ้ายกตัวอย่างง่ายๆคือ PCI-E x1 250MB/s หมายถึง ส่งข้อมูลไป 250MB/S กลับ 250MB/s และสามารถรับส่งได้พร้อมกัน
แต่ PCI-X 1GB/s หมายถึง ส่งข้อมูลไปกลับรวมกัน 1GB/s และส่งข้อมูลพร้อมกันไม่ได้
หลายคนสงสัยว่าทำไมส่งข้อมูล parallel ถึงแพ้แบบ Serial เหมือนสงครามระหว่าง SATA กับ IDE ที่จบด้วยชัยชนะของ SATA
parallel ส่งพร้อมกัน นั่นหมายถึงปลายทางต้องรับให้พร้อมกันหรือในช่วงเวลาใกล้ๆกันมากๆด้วยนะครับ นี่คือความยากในการทำงานแบบ Parallel
และเมื่อการส่งแบบ parallel พยายามเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ก็จะพบกับข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือ คลื่นรบกวนครับ
คลื่นรบกวนที่เกิดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(EM)จากการส่งสัญญาณไฟฟ้าภายในบัสนั่นเอง
ในขณะที่ serial ไม่เจอปัญหาเรื่องของ EM และ การรับส่งพร้อมกับ เพราะมันส่งข้อมูลเป็นลำดับๆ สามารถเร่งความเร็วได้มากกว่า วิธี Parallel ทำ โดยมีอุปสรรคน้อยกว่า
ดังนั้น โอกาสที่ PCI-E จะตี PCI และ PCI-X ได้ มีค่อนข้างสูงครับ แต่ก็คงอยากกว่า AGP เพราะถ้าอุปกรณ์ความเร็วต่ำๆ PCI มี Cost การผลิดต่ำกว่าเยอะ
กลับมาส่งท้าย แล้วมันวุ่นวายตรงไหนจากหัวข้อนี่
ทุกท่านทราบดีกับเรื่องของภาษาวิบัติ สาเหตุใหญ่ๆของสิ่งที่ว่านี้ เกิดจากความมักง่ายเอาแต่สบายของผู้ใช้ภาษา ทำให้ภาษากร่อนลงโดยเฉพาะภาษาพูด ซึ่งการกร่อนของภาษาพูดนั้นไม่มีผลรุนแรงเท่าไหร่
แต่ตอนนี้ความรุนแรงมันขยายขึ้นมาเพราะเกิดการกร่อนหรือจงใจเขียนผิดในภาษาเขียน เช่น อนุญาต สังเกต (หลายคนเขียนว่า อนุญาติ สังเกตุ) หรือคำอื่นๆอีกมากมาย
ถ้ากร่อนเฉพาะในภาษาไทย ยังพอถูๆไถๆ เพราะมีประเทศใช้ภาษาไทยอยู่ประเทศเดียว จะมั่วๆ ไปโลกไม่ได้สนใจมันมาก
แต่กับคำต่างประเทศ การมั่วคำพวกนี้ ส่งผลมากต่อการทำงานและภาพของผู้ใช้เอง
เช่น
1. ถ้าไปสั่งอุปกรณ์ Mainboard แล้วมีคำว่า PCI-X เขาก็จะตีความว่าเป็น PCI-Extended ราคาแพงกว่าที่ต้องการหลายเท่านัก
2. พอของมาคุณคนสั่งของเห็นว่าไม่ใช่ PCi-Express ก็โทรไปด่าแล้วขอคืนของ
3. vender งง เพราะมันเขียนมาอย่างนี้แล้วจะเอาอะไรอีก เลยไม่สนใจ และไม่รับ order มันในภายภาคหน้า แถมตีหน้าว่าเป็นเกรียนเทพ อีกต่างหาก
รายละเอียดทั้งหมดนี่ถูกกำหนดโดย Standard ที่นานาชาติยอมรับ จะมาเปลี่ยนคำมั่วๆ ไม่ได้นะครับ ไม่ใช่เหมือนมาตรฐานเมืองไทยที่ตีความเข้าข้างตัวเองได้เรื่อยๆ
ดังนั้นพยายามศึกษาและใช้คำที่ถูกต้องดีกว่านะครับ ในทุกแขนงความรู้ เพื่อไม่ได้การความผิดพลาดขึ้นในอนาคต
Reference
1. http://www.pcisig.com/home PCI-SIG Standard
2. http://www.intel.com/technology/pciexpress/devnet/ Intel® Developer Network for PCI Express* Architecture
3. http://en.wikipedia.org/ WikiPedia 5月18日 "พิมพ์โชว์ให้ดูหน่อยสิ" - พักงานสอนเพราะเสีย Selfอย่างที่หลายๆ คนแอบทราบมาว่า ข้าพเจ้าไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาคคอมฯ ของม. สยามตามคำเชิญชวนของพี่แจง
เทอมนี้เป็นภาคฤดูร้อน ซึ่งข้าพเจ้าได้รับเกียรติให้สอน 2 วิชาคือ Wireless Network และ Operating System Laboratory
แต่เนื่องด้วยข้าพเจ้าก็ต้องทำงานในวันธรรมดาจึงต้องสอนทั้ง 2 วิชานี้ในวันเสาร์ 6 ชั่วโมง - -"
วันนี้เป็นวันที่นัดเด็กมาสอบกลางภาค วิชา wireless network และ quiz ของ OS Lab.
Quiz ของ OS Lab เนื่องด้วยเราไม่ชอบความธรรมดาเลยอัญเชิญวิธีบูชิโดแห่งภาควิชามา นั่นก็คือ
Unix Proficiency Test หรือการทดสอบความโปรในการใช้ระบบ Unix นี่เอง 555+
แน่นอนด้วยความจำเป็นบางอย่าง ต้องลดความโหดลงพอสมควร เนื่องด้วยการทดสอบนี้ที่ภาคค่อนข้างที่จะ Hardcore และติด Rate หมายถึงห้ามคนเป็นโรคหัวใจมาทำการทดสอบเด็ดขาด
เพราะการทดสอบคือ...
การที่เด็กๆ จะต้องมาประทะวิทยายุทธ unix กับคนคุมสอบตัวต่อตัว ไม่ใช้สลิงและตัวแสดงแทน ภายใต้เวลาที่จำกัดโดยตัวนับถอยหลังอันรือลั่น... จำนวน 20 ข้อ 15 นาที
ความโหดเหี้ยมอยู่ตรงที่ว่า ภาคคอมฯ ไม่เคยสอน Unix ให้นิสิตเลยครับ - -" ดังนั้นการช่วยกันอ่านและ practice ด้วยตัวเองจึงเป็นวิธีการเอาตัวรอดที่ดีที่สุด...
แต่ที่ไปใช้ที่ม.สยามนั้น ได้ลดความ Hardcore ไปพอสมควร Unix ก็สอนให้ จำนวนข้อก็ลดลง แต่ยังคงเอกลักษณ์เดิม คือสอบตัวต่อตัว ในเวลาจำกัดนั่นเอง
การสอบเริ่มต้นหลังจากสอบ midterm วิชา Wireless Network เสร็จ 30 นาที (ประมาณเที่ยง)
ธีรยุทธนั่งจังก้า อยู่หน้าห้อง ประกาศกร้าว ใครพร้อมเข้ามาได้เลย
(เปรียบดังแม่ทัพในเรื่องสามก๊ก ที่แหกมาโวยวาย ข้า... แน่จริงเข้ามา 555+)
.
.
.
ไม่มีใครเข้ามาเลย - -" มีกระซิบประมาณว่า "เฮ้ย.. ไปก่อนดิ ๆๆ"
เราก็ไม่รอช้า เรียกตามเลขที่เลยหล่ะกัน เล่นตัวดีนัก
(ทีอย่างงี้กร้าว ทีจะ add m สาวน้อยซักคนที่มันกด Enter ลำบากจริงๆนะ โบมุ โบมุ - -")
ก็ค่อยๆ ออกมาทีละคนๆ ๆ
ความจริงวัตถุประสงค์ ในการทดสอบ Unix Proficiency ที่ม.สยาม นั้นแตกต่างจากที่จุฬาฯ พอสมควร เพราะที่นี่เราต้องการรู้ว่า เด็กเข้าใจและตามทัน ที่เราสอนหรือไม่ ไม่ใช่ฆ่าดะ...
แล้วผลก็ออกมาอย่างที่คิดไว้
เส้นยาแดงผ่าแปด เก้า สิบ
เฮ้อ ไม่คนสอนพูดไม่รู้เรื่อง ก็คนฟังไม่เข้าใจ มีอยู่ 2 อย่าง แต่ยังไงคนสอนก็ต้องปรับปรุงอ่ะนะ จะได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ช็อตเด็ดประจำวันคือ ประโยคที่เป็น Title ของ blog นี้นี่เอง
มีเด็กคนหนึ่ง ท่าทางตั้งใจเรียนน้อยๆ เห็นมาเรียน ก็แอบ Dota - -"
ในระหว่างการสอบได้พูดคำว่า "พิมพ์โชว์ให้ดูหน่อยสิ" โดยจุดประสงค์เพื่อให้เด็กคนนั้นแสดงการใช้งานในข้อนั้นๆ
แต่เด็กคนนี้ พิมพ์ว่า "S" "H" "O" "W" Enter
.
.
.
พืมพ์โชว์ให้ดูหน่อยสิ เจออย่างนี้ไปเอาหัวโขกโต๊ะไปสามที
สงสัยต้องไปเรียนวิธีสอนใหม่ T_T คุยกันคนละภาษาแย่และ
เสีย Self ไปในบัดดล
อย่างไรก็ตาม เทอมหน้าหยุดสอนชั่วคราว เนื่องด้วยภารกิจที่เยอะขึ้น อย่างปลายเดือนนี้ก็จะต้องออกไปต่างประเทศอีก อาจจะไม่มีเวลาเตรียมตัวมากมาย ซึ่งถ้าเตรียมตัวไม่พอ มาตรฐานการสอนก็ต่ำ (ปกติก็ต่ำอยู่แล้ว - -") สอนคนออกมาก็ได้ไม่ดี อย่างนี้ไม่สอนดีกว่า...
แน่นอนว่าช่วงที่หยุดไปนี่ นอกจากจะไปจัดการเรื่องงานแล้ว ยังรวมเรื่องการเรียนเสริม เช่นพวกภาษาญี่ปุ่น พวกนี้ แต่ที่แน่ๆ ธีรยุทธ จะกลับมาเป็น Musician อีกครั้ง 555+ นี่คือสิ่งที่ Happy ที่สุดเลย
แล้วเจอกันอีกเทอม เมื่อข้าพเจ้าแข็งแร่งกว่านี้ นะจ๊ะ พี่น้อง ^ ^ 3月23日 Creativity vs. Visionสำหรับท่านที่มาตาม forward mail หรือ search google แล้วมาตกที่นี่ ขอออกตัวก่อนว่า topic คือความเห็นส่วนตัว และมีที่มาจากความแตกต่างกันในเรื่องของมุมมองและความคิดในสิ่งๆหนึ่ง ไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งที่ทำดีหรือไม่ดีและ ไม่ได้มีเจตนาเขียนเพื่อเป็นประโยชน์ทางการเมืองกับฝ่ายใด สำคัญที่สุดคือผมยังเคารพในตัวของอาจารย์ของผมเหมือนที่ผ่านมา ถ้ายอมรับตรงนี้ได้ก็เชิญอ่านต่อไปได้ครับ...
ความจริงคิดมา 2 วันแล้วว่าจะเขียน topic นี้ดีหรือไม่ ด้วยเหตุว่า มันจะไปเกี่ยวข้องกับอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งมี relationship เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าและเคารพอาจารย์ท่านเดียวกัน
แต่ว่า สุดท้ายก็คิดว่าควรจะเขียน เพราะเราควรจะ share สินะ ว่าสิ่งที่เรามอง กับสิ่งที่เขามอง ในคำเพียงหนึ่งคำ มันแตกต่างกัน
คำๆนั้นคือคำว่า Creativity นั่นเอง
หลายคนคงทราบแล้วครับว่า หมายถึงอาจารย์ท่านใด แต่ผมจะท้าวความสักเล็กน้อย ว่าความเป็นมาอย่างไร และอะไรที่มัน conflict
สำหรับตัวผมเอง คำว่า creativity ได้ยินมาตั้งแต่การเข้าไปวุ่นวายกับชมรมจิตศึกษา ของจุฬาฯ ซึ่งกิจกรรมหลายกิจกรรมที่เราต้องคิดเพื่อเอามาสอนคนอื่น โดยกิจกรรมจะมีจุดที่จะอ้างไปถึงหลักการที่เราต้องการจะสื่อให้เขาฟัง ด้วยวิธีอุปมาอุปไมย เทคนิคการ imply หรือ paradigm shift เป็นสิ่งที่ใช้มากในการทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้
เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากที่นี่
นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้กับการไป jam ตามกิจกรรมต่างๆ เช่นของส่วนกลาง หรือ การแข่งขัน
Creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ ว่ากันง่ายๆ ก็คือความพยายามที่จะ generate แนวคิดใหม่ๆ หรือ แนวคิดเก่าแต่อยู่ภายใต้บริบทใหม่ หรืออื่นๆ
ถ้าว่ากันภาษาชาวบ้านก็ หาแนวคิดที่ทำให้คนมัน อื้อหือ ได้นั่นเอง
ขณะที่ อาจารย์ที่เคารพของผม เก่งด้านเครือข่าย พอจบแล้วไปเรียนต่อที่อเมริกา ก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับ tool เกี่ยวกับ creativity และ Mindmap เพิ่มเติมด้วย
ตอนเรียนกับอาจารย์ครั้งแรก ในวิชา computer communication ตอนนั้นคิดได้อย่างเดียวคือ เหมือนมีเทวดามาฉุดออกจากนรก เพราะอาจารย์ที่สอนอีกคน สอนอะไรก็ไม่รู้
ท่านเป็นคนที่สอนหนังสือแล้ว คนเรียนรู้เรื่อง ก็ทำให้คนที่เรียนค่อนข้างชื่นชอบครับ
แต่หลังๆ ท่านเริ่มลดความสำคัญของศาสตร์ที่ไปเรียนมา แล้วมาเน้นความสำคัญกับ Creativity
มากเกินไป (รึเปล่า)
อาจารย์ลดวิชาที่สอนซึ่งเกี่ยวกับ Computer Engineering ลง แล้วเพิ่มวิชา Creativity แต่ยังคงใช้รหัสวิชา 2110 เหมือนเดิม
ปีล่าสุดเปิด วิชา creativity 2 ตัว สำหรับป.ตรี และ ป.โท แล้วกำลังจะพยายามเปิด research group เกี่ยวกับ Creativity
ณ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
มันตลกมากที่นิสิตที่จบ วิศวะคอมฯ ใช้ unix ไม่โปร แต่ได้ A Creativity
มันตลกมากที่นิสิตที่จบ วิศวะคอมฯ config switch ไม่ได้ซักตัว แต่ได้ A Creativity
มันตลกมากที่นิสิตที่จบ วิศวะคอมฯ ไม่รู้จัก penetration testing แต่ได้ A Creativity
ทั้งๆที่ 3 อย่างนี้ท่านสอนได้
ล่าสุด ได้เห็นการบ้านของวิชา Creativity ของป.ตรี แล้วอึ้ง เพราะถามว่า
มีคนบอกว่า วิชา Creativity ไม่ควรสอนในภาคคอมฯ ท่านจะแย้งว่าอย่างไร
บอกได้คำเดียวว่าอึ้งครับ
วันนี้ผมจะขอตอบโจทย์อาจารย์ที่เคารพนะครับ
ก่อนอื่น ด้วยความสัตย์จริงครับ อาจารย์ ผมเอาหัวเป็นประกันได้ว่าไม่มีอาจารย์ท่านใด ในภาควิชา ที่บอกว่า Creativity ไม่ควรสอน ทุกคนรวมทั้งตัวผมเอง คิดอยู่เสมอครับว่า การพัฒนา "Thinking" ที่ดีคือรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาคนในสังคม แน่นอนครับว่า thinking ที่ดี ย่อมจะส่งผลให้คนเรียนรู้ในศาสตร์ของตัวเองได้รวดเร็วและสามารถสรางสรรค์งานใหม่ๆ ให้สังคมได้
แต่สิ่งที่หลายคนรวมทั้งผมคิดแย้งกับอาจารย์อย่างชัดเจนคือ วิชานี้ไม่ควรจะมีรหัสเป็น 2110xxx ซึ่งหมายถึงวิชาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์แห่งวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
ผมแย้งด้วยเหตุผลดังนี้ครับ
1. ตลอดที่ผมแอบ observe วิชานี้มาตลอด 3 ปี ผมยังไม่เห็นการนำ foundation ของ com eng มาเกี่ยวข้องกับ creativity เลยแม้แต่น้อย
2. การใช้คอมพิวเตอร์ ในวิชานี้เท่าที่เห็นคือไปตัดต่อวิดีโอ มา present project ซึ่งมันตรงกับวิชาหนึ่งของคณะนิเทศฯ หรือสถาปัตย์ฯ
3. เรื่องที่เรียนคล้ายคลึงกับวิชา Creative Thinking ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์
ก่อนที่จะแย้งต่อผมพอทราบว่า ที่ภาค IE เปิดวิชา โกะ ซึ่งดูก็ไม่เกี่ยวกับวิศวฯ เหมือนกัน ซึ่งอาจารย์อาจจะนำมาเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบกับวิชาของอาจารย์
แต่ผมจะบอกว่า ผมเห็นด้วยกับการเปิดวิชาโกะ เนื่องด้วยมันเสริมสร้าง thinking ตัวหนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อภาค IE (ความจริงก็ ผมคิดว่าวิศวะฯ need อันนี้มากกว่า ครับ)
นั่นคือ strategical thinking และ future thinking
ตลอด 4 ปี ผมถูกรุ่นพี่ตะล่อมบ่อยๆ ว่า "ต้องวางแผนดีๆ คิดเผื่อมากๆ จะได้ไม่มีปัญหาเวลา ปฏิบัติหรือส่งงานแล้ว"
ถ้าไม่วางแผนออกแบบตึก ตึกอาจถล่ม
ถ้าทำ product line ไม่ดี รถอาจไม่ได้มาตรฐาน
ถ้าวางแผนตั้ง sensor ไม่ดี โรงงานนิวเคลียร์ก็อาจระเบิดได้
ผมเจอมาแล้วครับอาจารย์ เจอมาแล้วว่า การเตรียมระบบคอมพิวเตอร์ไม่ดี ทำให้คนตายได้ อาจารย์น่าจะรู้ว่างานอะไร
โปรแกรมที่เขียนด้วย perl script ง่ายๆของผม เคยต้องเอาไปตัดสินอนาคต คน เกือบแสนคนมาแล้วครับ
ผมล้อเล่นไม่ได้
ทุกคนต้องการตาชั่งที่เที่ยงตรง มากกว่าตาชั่งแฟนซีครับ
4. Creativity สำหรับวิศวกรรมศาสตร์ มีบทบาทน้อยกว่า การคิดเชิงงกลยุทธ์และเชิงอนาคต
5. Thinking สามารถสอนให้แทรกซึมไปในแต่ละวิชาของภาคได้ ถ้าพยายาม อาจารย์เองก็เคยใช้วิธีนี้ กับวิชา OS มาแล้วยังจำได้ไหมครับ
6. วิชา Creativity (ขอตอบตามตรงนะครับ) ผมรู้สึกว่าของหรืองานที่จบวิชา Creativity ไปจบแล้วจบเลย ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ และไม่สามารถคิดเอาไปทำอะไรต่อได้ ผมรู้สึกว่ามันเป็นการคิดขยะครับ มันตรงข้ามกับการแข่งขันที่พวกเราไปร่วมกันบ่อยๆ ที่ผลงานของเราที่ชวนอึ้ง มันก็จะอยู่เป็นรอยเท้าต่อไป มันทำให้เรานิสัยเสียครับคิดอย่างเดียวไม่ทำ
ยาวมากสรุปใจความหลักคร่าวๆ
- วิชานี้ไม่ควรใช้รหัส 2110xxx เพราะไม่มีเนื้อหาเข้ามายุ่งกับ Com eng
- วิชาแนวนี้มีสอนที่คณะอื่นอยู่แล้ว
- มี thinking แบบอื่นที่ควรจะให้เรียนรู้ และควรเรียนรู้แบบ ลักจำใน class มากกว่าเป็น lecture
- Creativity ไม่คิดหรือทำต่อก็ไม่ได้อะไร จะกลายเป็นฟุ้งซ่านแทน
สรุปรวบยอด Creativity Think เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และพัฒนาเรื่อยๆจนกว่าจะตาย แต่ด้วยอักษรที่ว่า 2110xxx คือว่าที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ของวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ทำให้ไม่ควรที่จะเป็นวิชาหนึ่งในรหัสตัวนี้
มีประเด็นหนึ่งครับที่ผมพูดถึงคือ Creativity ไม่คิดหรือทำต่อก็ไม่ได้อะไร
ความจริงการได้คิดเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าความคิดนั้น ไม่ได้ถูกแสดงปฏิบัติออกมา
ความจริงคนไทยเราคิดเก่งนะครับ แต่ด้วยสาเหตุหลายกระการ ทำให้เราไม่สามารถปฏิบัติตามความคิดที่เราวางไว้ได้
- อาจเพราะไม่มีเวลา
- อาจเพราะไม่มีทุน
- อาจเพราะวางแผนมาไม่ดี
ฯลฯ
ดังนั้น คิดแล้วทำ คือสิ่งที่สำคัญมากครับ
ความจริง Creativity นั้นเชื่อมโยงกับคำๆหนึ่ง ซึ่งเราจะได้ยินบ่อยๆ นั่นก็คือคำว่า Vision
Vision หรือ วิสัยทัศน์ ปกติเราก็เห็นพวกนักการเมืองกระหลั่วแสดงมาอย่างน่าอดสูเช่น
- หน้าแล้งต้องมีน้ำทำนา
- ปลดหนี้เกษตรกร
ฯลฯ
เป็น Vision ที่ไม่น่าสนใจใช่มั้ยครับ เพราะไม่มีอะไรใหม่เลย
ถ้าเราลองใส่ Creativity ลงไปเล็กน้อย คงได้ประมาณว่า
- อีก 10 ปี การเดินทางในกรุงเทพฯ จะสามารถเชื่อมต่อด้วยรถไฟฟ้าทั้งระบบ และผู้ใช้จะสะดวกในการจ่ายตังค์เพราะเราจะ ใช้ระบบเก็บเงินเดียวกัน ใช้บัตรประชาชนจ่ายตังค์ค่าโดยสารโดยไม่ต้องไปกดเลือกสถานีแบบเก่า และรถไฟฟ้าจะขยายเส้นทางปีละ 5 กิโลเมตร 2 สถานี เพื่อรองรังผู้ใช้ในพื้นที่ที่ใหญขึ้น
ก็ขี้โม้อยู่ดี 555 แต่ก็ไม่ใช่จะทำไม่ได้นิครับ
เอาอย่างนี้มาดูดีกว่าว่าบริษัทที่เขาว่ากันว่า ไม่ได้โม้ เขามี vision แบบไหนในปี 2010
NTT Docomo บริษัทญี่ปุ่นที่โม้อะไรไว้จะทำได้เป็นส่วนใหญ่ประกาศ vision แบบนี้ขึ้นมาคนก็อึ้งแหละครับ
แต่ผมว่า vision อย่างนี้มันทำให้ดูศักดิ์สิทธิ์ดีครับ
เพราะมันทำให้คนทำงานมีไฟ มีเป้าหมายที่จะก้าวต่อไปอย่างชัดเจน
ไม่ลองทำให้ Creativity และ Vision ของเราศักดิ์สิทธิ์บ้างเหรอครับ ^ ^ 2月22日 Hi5 ของ Sora - ทำไมเขาถึงว่าเราด้อยพัฒนาด้วยความบังเอิญครับ เราได้พบกับ Hi5 ของสาว 3 คน คือ sora Aoi, Mihiro และ Kaede Matsushima
หลายคนรู้แหละครับว่า ทั้ง 3 คนนี้เป็น ดารา AV ที่เลิกเล่นไปแล้ว
ได้เห็น Hi5 ของทั้ง 3 สาว มันรุ้สึกเลยครับว่า เรากับญี่ปุ่น ความเป็นคนต่างกันมาก...
ใน Hi5 ของทั้ง 3 คน ไม่มีรูปโป๊เปลือยของตัวเอง หรือแม้แต่ โฆษณาวีดีโอหนังของตัวเองเลยครับ
แต่กลับมี comment เถื่อนๆ ของคนอื่นแทน (ไม่ต้องบอกนะครับว่ามาจากประเทศไหนมากที่สุด น่าอายชิบหาย)
ผมชอบคำๆนึงที่โพสต์ไว้ใน Blog ของ Sora คือ
movie it not real life "growup guy"
ผมว่าดูใน hi5 ของทั้ง 3 ผมรู้สึกว่าทั้ง 3 ยังคงรักษา norm ของผู้หญิงตะวันออกมากนะครับ
สำคัญที่สุดคือ ผมว่า เขาแยกว่าอะไรเป็นงาน อะไรเป็นชีวิต ได้อย่างเด็ดขาดมาก
ตรงกันข้ามกับเด็กเราบางคน ที่ไม่ได้เป็น AV แต่อยากโชว์ใจจะขาด
ล่าสุดที่ผ่านมาก มีรุ่นน้องชายหญิง ถ่ายรูปคู่กันบนเตียงนอน โชว์บน Hi5
ผมไม่อยากว่าพวกเขานะ สงสาร ผมไม่รุ้ว่า อนาคต มันจะยังรักกันหรือเปล่า... ถ้าไม่แล้ว สิ่งที่พวกเขามีความสุขกันตอนนี้ อาจจะเป็นความทุกข์ในอนาคตก็ได้
ทุกข์ต่อตัวเอง และผู้ดูแลตัวเอง
น้องๆ อาจจะวีนใส่ บอกว่า มันเป็นสิทธิ์ของหนู นี่พี่
พี่ไม่ได้เถียงอะไรนะ แต่อยากจะถามว่า 3 คนนี้ เขาหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ แล้วหนูเลี้ยงตัวเองได้ หรือยัง
หนูพร้อมจะรุ้จักคำว่ารับผิดชอบ ซึ่งตลอดชีวิตการศึกษาภาคบังคับของพี่ไทย ไม่เคยสอนให้หนูได้หรือยัง
ถ้าสมมติ หนูท้อง หนูตัดสินใจทำแท้งค์ โดยบอกกับพี่ว่า เพื่ออนาคตของตัวเอง
พี่คงต้องถามกลับว่า แล้วตอนที่มีความสุขกัน ทำไมไม่คิดถึงอนาคตของตัวเองบ้าง
.
.
.
บทสรุปตอนนี้สำหรับผมแล้ว ตอนนี้ ความรับผิดชอบ, ความเป็น professional และ การมองถึงอนาคต คือสิ่งที่ชี้ว่าสังคมด้อยพัฒนากับพัฒนาแล้ว ต่างกันอย่างไร 12月5日 ถ้าไม่ใช้คนอื่นทำก็ทำให้มันดีสิ (ฟะ)โวยวาย โวยวาย
ช่วยหาเหตุผลหน่อยสิครับ ว่า VPN Tunnel มันเลวร้ายแค่ไหนถึงต้องบล็อค ไม่ว่าจะเป็น IPSEC หรือ PPTP มันก็ดูดีกว่า ใช้ SSL แบบ OpenVPN ทั้งนั้นอ่ะ
แล้วพอ Block แล้วยังไง ให้ใช้ของที่มี มันก็ Down นรกแตกเหลือเกิน จะเอายังไงกันเนี่ย ถ้าจะ Block ให้หมด ก็ยุบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จุฬาฯ ไปทั้งภาคเลยดิ จะได้ไม่ต้องลำบากใจกัน คณะสายศิลป์ใช้แต่เว็บกับ FTP ก็ไม่ตายหรอก ตามสบายเลย
พอจะทำอะไรให้มันถูกๆ ปลอดภัยๆ ก็ไม่ยอม ทีพวกเสี่ยงๆ ทีแอบๆ ทำกันเนี่ยไม่จับ เฮ้อ ชีวิต
เบื่อแล้ว จะทำอะไรก็ทำ เซ็ง 10月9日 Cert แรก 555+ ฮาเฮวันนี้ไปสอบ Cert มาที่สีลมช่วงบ่าย 2 เป็น Cert ชื่อ CCNA นั่นเอง ( ความจริงควรจะสอบไปนานแล้ว เอาแต่หลั่นล้า - -")
การเตรียมความพร้อมเหรอ 555+ คืนก่อนสอบเล่น DotA อยู่ เยี่ยมจริง
ม่ายจ๋าย ก่อนหน้านั้น
- นั่งพิจารณาหนังสือของคุณเอกสิทธิ์
- นั่งดู CNAP
- นั่งเล่น Simulator
- นั่งแอบดูระบบจริง (คงรู้กันว่าที่ไหน 555+)
- นั่งทำข้อสอบเก่าๆ
ตอนแรกก็ดูรกๆ เนื่องจากว่าเข้ามาที่จุฬาฯ ตอนเที่ยงครึ่ง จะเปิด E-mail ดูสถานที่ก็ดัน net ห่วย กว่าจะกินข้าวออกมาก็บ่ายกว่า เลยพุ่งเข้ารถไฟใต้ดิน
ไปเจอน้องป๊อกแฟนพันธ์แท้กันด้มซึ่งพึ่งแข่ง OftheYear เสร็จ แล้วมาจ่ายตังค์ค่าเทอม แล้วกลับบ้าน เลยไม่ได้คุยอะไรมาก (เห็นหน้าตาแล้วสงสารมัน)
ด้วยความที่ไม่ได้มา survey ก่อนกว่าจะหาที่สอบได้เหงื่อแตกพลั่กๆ + รน Max
แต่พอเข้าศูนย์สอบ ความนิ่งสงบก็เข้ามา
คนดูแลน่ารักมากกกก ^ 0 ^
เขาถามว่าจะสอบเลยหรือว่ารอก่อน
ก็รอก่อนสิครับท่าน ดูหน้าน้องเขาเพลินๆ ทำให้สมาธิที่กระเด็นกระดอนไปมา กลับมาได้อย่างรวดเร็ว ฮา...
ถึงเวลาสอบสิ่งที่ต้องทำคือ เอาของเก็บเข้า locker ที่เขาเตรียมไว้ซะ เพราะเขามีของให้ท่านหมดแล้ว
แล้วก็เข้าห้องเชือด ซึ่งเป็นห้องที่มีโต๊ะคอมฯ 2 ตัวมีที่กั้นระหว่างโต๊ะ จากนั้นผู้ดูแลสุดน่ารักก็เปิดระบบให้
บอกก่อนนะครับ ถ้าสั่นๆ ก็อย่าพึ่งเริ่มทำข้อสอบ เพราะเขามีอุปกรณ์เสริมหลักสูตรให้ท่านเลือกสรรค์มากมาย เช่น
- คำเตือนจาก Vue อ่านซะ จะได้ไม่ช็อค
- พิธีรีตองจาก Cisco
- Tutorial วิธีการใช้ข้อสอบ อันนี้ควรดูนะครับเพราะนอกจะจะช่วยลงความรกได้ แล้วจะเข้าใจว่า bug ที่หลายๆคนบ่นๆ ใน webboard ความจริงไม่ใช่ bug แต่มันเขียนไว้อยู่แล้ว เช่นเรื่อง tab ใน simulator ที่มันใช้ไม่ได้เป็นต้น
พอ tutorial จบก็ลุยครับ เราเข้าใจว่าเวลาเหลือเฟือครับ เพราะใช้หลักการเตรียมข้อสอบแบบเดียวกับ Entrance ในอดีตคือ ทำเสร็จก่อนเวลาครึ่งนึง
ดังนั้นเราดูเหมือนเวลามันสบายตัวพอสมควร ระหว่างทำก็เปลี่ยนท่าทางอิริยาบถไปเรื่อยๆ จนพึ่งรู้ตัวว่าข้างๆ เป็นตู้กระจก มีคนมองเราอยู่ เลยต้องเก๊กหล่อแทน - -"
เออ ใช้ข้อสอบมันทำแล้วย้อนกลับไปแก้ไม่ได้นะครับ ระวังด้วย
พอจบข้อสุดท้าย มันก็จะบอกผลเลยครับ แบบว่ากด Next ก็ประกาศเลย โอ้ ผ่านแบบมโหระทึก สะใจพ่อยกแม่ยก (ทำท่าหัวหอมชูหมัดร้องไห้ไปหนึ่งที)
คะแนนไม่ต้องสน เพราะมันเขียนว่าเต็ม
พอเดินออกมาเอาทรัพย์สินออกมา น้องคนสวยก็ส่งผลกับ Invoice มาให้ แล้วก็เซ็นโน่นเซ็นนี่เป็นอันเสร็จพิธี ก่อนกลับก็ถามโน่นถามนี่น้องเขาสักเล็กน้อยเพื่อความเนียน แล้วก็จากไป เพราะต้องเอากล้องไปล้าง CCD ต่อ - -"
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนอุปการะ เด็กน้อยผู้ขัดสนอุปกรณ์ ให้เอาตัวรอดไปได้สำหรับงานนี้
- อ. ยรรยง กับอ. จารุมาตร สำหรับที่สิงสถิต กับคำแนะนำดีๆ
- พี่นิ้ง พี่อาร์ท กับ authorization ของ user ผม ให้เข้าไปดู spanning tree ได้ ^ ^"
- น้องโจ สำหรับหนังสือที่ตบมา
- Thaiadmin สำหรับความรู้จักกับ Dynagen (รู้จักแต่ boson มานานและ)
- Sadikov สำหรับ Stuff ต่างๆ
- อ่อน้องคนสวยด้วย ที่ทำให้เราไม่รกตอนทำข้อสอบ 555 9月28日 วิธีตั้ง NAT แบบ Dynamic Nat Pool โดยใช้ IPTableคือ ปกติตั้งแบบ Masquerade อย่างเดียว ซึ่งคำๆนี้มันก็หมายถึง NAT หน่ะแหละครับที่ใช้ IP ขาออกอันเดียว หรืออาจจะเรียกว่า NAT แบบ Many to One ก็ได้
แต่เนื่องจากกิจการ Private IP ในภาคฯ มันขายได้ขายดีจน IP หมด - -" เลยต้อง ขยาย Subnet กันสักเล็กน้อย ทีนี้ถ้าขยายมากๆ แต่ยังใช้ Masquerade อยู่ก็คงต้องเกิดปัญหาเรื่อง connection ขาดแน่นอน เพราะ มันจะแย่ง Port ขาออกกันเองซึ่งมีอยู่แค่ < 65535 Ports
IDEA คือ Subnet ของเรามีอยู่ 2 อัน ได้แก่
192.168.0.0/23 => Private Network สำหรับแล็ป
192.168.182.0/24 => Authenticated Network สำหรับ Wlan
192.168.150.0/24 => Secure Network สำหรับ VPN
เอา IP ภายนอกมา 6 ตัวได้แก่ (สมมติตัวเลขเล็กน้อย)
172.20.45.140 => Management
172.20.45.141-143 => Pool ขาออกของ Private Network
172.20.45.144 => ขาออกของ Authenticated Network
172.20.45.145 => ขาออกของ Secure Network
เมื่อได้ Mapping ของ Inside กับ Outside IP Translation Table แล้ว ก็จัดการเขียน Rule ครับ โดย Rule ที่จะเขียนจะเป็นของ Table NAt ใน Chain ที่ชื่อว่า Postrouting ครับ (ที่ให้เป็น config rule นะครับ ถ้าใช้เป็น command ต้องเพิ่ม iptable -t NAT ไปด้วยนะครับ)
-A POSTROUTING -s 192.168.0.0/255.255.254.0 -o eth0 -j SNAT --to-source 172.20.45.141-172.20.45.143
-A POSTROUTING -s 192.168.182.0/255.255.255.0 -o eth0 -j SNAT --to-source 172.20.45.144
-A POSTROUTING -s 192.168.150.0/255.255.255.0 -o eth0 -j SNAT --to-source 172.20.45.245 ความจริงจะทำเป็น Pool เดียวกันแบบนี้ก็ได้นะครับ
-A POSTROUTING -s 192.168.0.0/255.255.254.0 -o eth0 -j SNAT --to-source 172.20.45.141-172.20.45.145
-A POSTROUTING -s 192.168.182.0/255.255.255.0 -o eth0 -j SNAT --to-source 172.20.45.141-172.20.45.145 -A POSTROUTING -s 192.168.150.0/255.255.255.0 -o eth0 -j SNAT --to-source 172.20.45.141-172.20.45.145 แต่ไม่ทำเนื่องจากการแยกตามกลุ่มการใช้งานจะช่วยในการ Manage และ Troubleshoot ได้ง่ายกว่า
เช่นการตั้ง firewall rule เพิ่มเติม หรือการจัดทำ Logging หรือการ Track ผู้ใช้ในกรณีที่มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เป็นต้น 8月2日 roundcube ตัวแสบ - -"roundcube คือ โปรแกรม Webmail ที่ใช้ AJAX ในการ Implement
มีคนบอกว่า roundcube ยังไม่ Support ภาษาไทยเต็มที่ เราก็เลยลองลงผ่าน ubuntu ผลคือ ก็ใช้ได้นี่หว่า แปลกจัง
ปรากฏว่าเมื่อวานนี้ลองลงกับ FreeBSD บนเครื่องขยะวรรณกรรม AP7 ภาษาไทยกลายเป็นขอมหมดเลย
งงสิครับท่าน
ไล่ไปไล่มาปรากฏว่า roundcube ที่ใช้ ภาษาไทยได้ดีคือรุ่น beta2 แต่พอเป็น RC แล้วดังเจ๊ง
ลอง diff ดูแล้วรู้สึกว่ามันแก้เยอะเหลือเกิน - -"
RC ข้อดีคือ มันมมี TinyMCE ให้ใช้เป็น RichText เวลา compose Mail
ทางเลือกมีอยู่ 3 ทาง
1. ใช้ RC แล้วไปแก้ charset conversion library ของมัน
2. ใช้ beta แล้วเพิ่ม tinymce เอง
3. รอ มันออกรุ่นต่อไป ตอนนี้ใช้ horde ไปก่อน - -"
ช่วยคิดหน่อยดิครับ = 0 =" 7月17日 Config Horde Webmail ให้ Support iso-8859-11ถ้าพูดถึง Webmail ตัวใหญ่ๆ คนไม่มีใครไม่รู้จัก Horde อย่างแน่นอน Horde นั้นนอกจากจะทำตัวเป็น Webmail ที่ Custom ได้มากแล้วยังสามารถสร้างเป็น Groupware, Portal หรือ Collabolation Suite ได้อีกด้วย ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อข้าพเจ้ากำลังใช้ webmail ทดสอบของภาควิชา ในการคุ้ยหาเมล์เก่าๆ ของอาจารย์ มาดูอะไรบางอย่าง แต่ปรากฏว่ามันดันออกมาเป็นภาษาขอมซะได้นี่ ปัญหานี้จะเกิดเมื่อรับเมล์จาก webmail ของมหาวิทยาลัยซึ่งตั้ง mail charset เป็น ISO-8859-11 จากการสำรวจพบว่า libiconv ที่ใช้อยู่มันไม่ support ISO-8859-11 ซะได้โดยรุ่นที่จะ support charset ตัวนี้อย่างเป็นทางการคือ 1.10 (เราใช้ 1.9.2) ก็เลยลอง upgrade port แล้ว ทำ portupgrade ปรากฏว่าไม่สำเร็จเพราะ port ของ libiconv ของ FreeBSD ยังเป็น 1.9.2 อยู่เลย (ไม่ upgrade เล้ยท่าน) เลย compile libiconv เอง แต่เจ้ากรรมดันต้องกลับไป compile php ทั้งกระปิ ด้วย เมื่อต้องใช้เวลานานก็เลยต้องแก้ด้วยวิธีสิ้นคิดที่สุดคือ เข้าไปแก้ ไฟล์ <horde>/lib/Horde/String.php ในฟังก์ชัน convertCharset ต้องที่เป็น $from = String::lower($from); จบข่าว ใช้ได้แล้ว - -" สาเหตุที่ใช้ได้คือแม้ว่า iso-8859-11 จะเป็นมาตรฐาน ISO ก็ตามแต่ความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 Character Set มีแค่อักขระเพียงตัวเดียวเท่านั้น จำไม่ได้ว่าเป็นโกมุท หรือ backquote คือ ISO จะมีแต่ Tis จะไม่มีนั่นแหละ แต่อย่างไรก็ตามทำให้มัน convert ให้ถูกต้องจะดีกว่าวิธีนี้นะครับ - -" 2月11日 ทดสอบ Drupal เล่นคือว่า เริ่มขี้เกียจเขียนเว็บเองครับ ก็เลยลองพวก CMS บ้าง หลังจากที่ไม่ได้ลองมานานมาก
มี CMS ที่น่าลอง อยู่ 3 ตัว คือ Drupal, Joomla และ Plone/Zope
อย่างง่ายๆ ก็คงลองได้ 2 ตัวแรก เพราะ Plone กว่าจะลงได้คงยาว ไม่รุ้ว่าจะคุ้มกับการทดสอบป่าว
เอา Drupal ก่อน ลงบน Xampp เลย ง่ายดี สร้ง Db ของ Drupal ไว้รอก่อน
แล้วก็โหลด ข้าวของมา ลงๆๆ กดๆ แป๊ปเดี๋ยวเสร็จ
ลอง ไปทำ Content ซักหน่อย โอ้ ไม่มี Rich Text หว่ะ หุหุ แถมตอนแรกก็งงๆ ว่า พิมพ์ไปแล้วมันจะเป็นหน้าในเมนูได้ยังไง แต่พอเล่นไปซักพักก็เริ่มคุ้น ก็เริ่มใช้ได้ดี
เนื่องจาก Drupal ลง Module ง่ายมาก แค่เอาโฟลเดอร์ อัดลง Modules Folder ของมัน ไม่เหมือน PHPBB ที่กว่าจะลงได้ก็ต้อง Patch กระจาย เวลาเข้า Version ใหม่ก็ต้อง Patch ใหม่อีก
ส่วน Modules ที่ควรลงก็ได้แก่
IMCE - Picture Upload Plug-in ของ TinyMCE
TinyMCE - WYSIWYG editor
อย่างอื่นยังไม่ได้ลอง เดี๋ยวดูอีกซักพักหล่ะกัน 2月2日 Vista น่ากลัวมากจาก http://www.blognone.com/node/3872 รายงานเรื่อง การ Hack Vista อย่างง่ายสุดๆ คือ Vista สามารถสั่งงานทางเสียงได้ ซึ่งเสียงนั้นไม่ใช่แค่เสียงพูดเท่านั้น แต่เป็นเสียงจากลำโพงได้ด้วย
ด้งนั้นถ้าใครจะแกล้งคน ก็แอบซุก ไฟล์เสียงไว้ในเว็บ แล้วก็สั่งเล่นมัน ว่า Shutdown ๆ เครื่องก็จะปิดตัวลง 555
ทีเด็ดอยู่ที่ Comment ครับ "ที่ว่า วิ่งเข้าห้อง lab คอมฯที่มีคนทำ senior project กันอยู่ จากนั้นก็ตะโกนว่า Shutdown ... แล้วเครื่องทุกเครื่องก็ปิดตัวลง"
อีตาสมบูรณ์ มันคงชอบมากเลย 12月11日 กระทู้เดือดแห่งปีสืบเนื่องจาก เว็บนี้ http://www.com-th.net/webboard/index.php?topic=25814.00 กระทู้ถามแค่ว่า ทำไม ip ต้องเป็น 192.168.1.x คะ แต่ไม่น่าเชื่อว่ามันจะปาเข้าไป 7 หน้า
สาเหตุเพียงเพราะว่ามีการประลองความรู้เรื่อง IP กันระหว่าง user 2 คน ซึ่งพอเข้าไปอ่านแล้ว รู้สึกว่าเป็นการประลองที่มันมากๆ เพราะ user ที่แถก็แถได้เรื่อยๆ user ที่ตอบก็ใจเย็นเหลือเกิน
แต่สิ่งนึงที่รู้สึกไม่ดีคือ การอ้างอิงเอาสถานศึกษา มาเป็นเหตุผลว่า วิธีคิดตัวเองถูกเนี่ย มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเท่าไหร่
แต่ก็เป็นตัวอย่างการ discuss ที่ไม่ค่อยมีในเว็บเมืองไทยเท่าไหร่นะ ดีเหมือนกัน
ตามความคิดผม
subnet = เรื่องของกู มึงไม่เกี่ยว
network class = เรื่องของมึง กูไม่ยุ่ง
ดังนั้น network class เกี่ยวกับ IP เท่านั้นครับ ^^ 12月5日 ในหลวงกับคอมพิวเตอร์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สนพระทัยใฝ่รู้และทรงศึกษาอย่างจริงจัง ลึกซึ้งในการค้นคว้าวิจัยเพื่อการพัฒนาในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเกษตร การชลประทาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น ทรงเห็นความสำคัญและประโยชน์อย่างยิ่ง ทรงสนับสนุนการค้นคว้าในทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ ในด้านส่วนพระองค์นั้น ทรงศึกษาคิดค้นสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ทรงประดิษฐ์รูปแบบตัวอักษรไทยที่มีลักษณะงดงาม เพื่อแสดงผลบนจอภาพคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกพระราชกรณียกิจต่างๆ และทรงติดตั้งเครือข่ายสื่อสารคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนพระราชภารกิจต่างๆ ทั้งยังทรงเคยประดิษฐ์ ส.ค.ส. ด้วยคอมพิวเตอร์ เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนเพื่อทรงอวยพรปวงชนชาวไทย ความเป็นมาที่พระองค์ท่านทรงเริ่มใช้คอมพิวเตอร์นั้น ม.ล.อัศนี ปราโมช ได้ตกลงใจซื้อคอมพิวเตอร์แมคอินทอชพลัส อันเป็นเครื่องที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ ม.ล.อัศนี เลือกเครื่องนี้ เพราะสามารถเก็บและพิมพ์โน้ตเพลงได้ การเรียนรู้และใช้งานไม่ยาก ทั้งยังอาจเชื่อมต่ออุปกรณ์พิเศษสำหรับเล่นดนตรีตามโน้ตเพลงที่เก็บไว้ได้ด้วย ตั้งแต่นั้น พระองค์ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในงานส่วนพระองค์ทางด้านดนตรี โดยทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการป้อนโน้ตเพลงและเนื้อร้อง พระองค์ท่านทรงศึกษาวิธีการใช้เครื่องและโปรแกรมที่เกี่ยวข้องด้วยพระองค์เอง สำหรับเรื่องอักขระคอมพิวเตอร์หรือฟอนต์ (Font) นั้นเป็นที่สนพระราชหฤทัย ก็เพราะหลังจากที่พระองค์ท่านได้ทรงศึกษา และใช้คอมพิวเตอร์ทำโน้ต คือเมื่อประมาณเดือนธันวาคม พ.ศ. 2529 และทรงทดลองใช้โปรแกรม "Fontastic" เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 สิ่งที่ทรงสนพระทัยเป็นพิเศษคือการประดิษฐ์ตัวอักษรไทย ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยหลายแบบ เช่น แบบจิตรลดา แบบภูพิงค์ ฯลฯ ทรงสนพระทัยประดิษฐ์อักษรขนาดใหญ่ที่สุดจนถึงขนาดเล็กที่สุด นอกจากนี้ยังตั้งพระทัยในการประดิษฐ์อักษรภาษาอื่นๆ เพิ่มขึ้น คือภาษาสันสกฤต และทรงดำริจะประดิษฐ์อักษรภาษาญี่ปุ่น แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มประดิษฐ์ รับสั่งว่าต้องใช้เวลามาก ต่อมาก็ได้ทรงหันมาศึกษาการใช้คอมพิวเตอร์แสดงตัวเทวนาครีบนจอภาพ หรือที่พระองค์ท่าน ทรงเรียกว่า "ภาษาแขก" ซึ่งจัดทำได้ยากกว่าตัวอักษรภาษาไทย เพราะตัวอักษรเทวนาครีนั้นรูปแบบไม่คงที่ กล่าวคือ ถ้านำส่วนหนึ่งของอักษรนำมาต่อรวมกับอีกส่วนหนึ่งของอักษร จะเกิดอักษรใหม่ขึ้น และโปรแกรมที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนั้นมีตัว phonetic symbols การสร้างตัวอักษรเทวนาครีนั้น ทรงเริ่มเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2530 ทรงศึกษาตัวอักษรเทวนาครีด้วยพระองค์เอง จากพจนานุกรมและตำราภาษาสันสกฤต และทรงสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาบาลีสันสกฤต เช่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และท่านองคมนตรี ม.ล. จิรายุ นพวงศ์ ซึ่งจะต้องตรวจสอบตัวอักษรที่ทรงสร้างขึ้น พระองค์นำโปรแกรมออกแสดงเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 มีคำถามว่า เหตุใดพระองค์ท่านจึงทรงสนพระราชหฤทัยในตัวอักษรเทวนาครีหรือภาษาแขก เรื่องนี้มีผู้อธิบายไว้ว่า ในหลวงที่รักของพวกเรานั้น ทรงศึกษาข้อธรรมะในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังและลึกซึ้ง การที่ทรงศึกษาตัวอักษรแขก ก็เพื่อเป็นการนำไปสู่ความเข้าใจด้านอักษรศาสตร์ และความเข้าใจในหัวข้อธรรมะนั่นเอง เรื่องนี้นับว่าพระองค์มีวิจารณญาณที่ลึกซึ้งยิ่งนัก เพราะคำสอนและข้อธรรมะในพุทธศาสนานั้น เดิมทีก็เกิดและเผยแพร่มาจากประเทศอินเดีย บรรดาธรรมะที่ลึกซึ้งและยากแก่ความเข้าใจ ก็อาจจะถูกตีความผันแปรบิดเบือนไปได้ ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าลึกลงไปถึงภาษาแขก จึงน่าจะได้ความรู้เกี่ยวกับธรรมะชัดเจนกระจ่างมากขึ้น ต่อมาได้มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM PC Compatible และทรงสนพระทัยศึกษาในการพัฒนา Software ต่างๆ และได้สร้างโปรแกรมใหม่ๆ ขึ้นมา รวมทั้งสนพระทัยในเทคนิคการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์แบบนี้มากทีเดียว บางครั้งทรงเปิดเครื่องออกดูระบบต่างๆ ภายในด้วยพระองค์เอง หรือทรงปรับปรุง Software ใหม่ขึ้นใช้ ทรงแก้ซอฟต์แวร์ในเครื่อง เช่น โปรแกรมภาษาไทย CU WRITER ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการพิมพ์ งานทรงพระอักษรส่วนพระองค์ และทรงเก็บงานเหล่านี้เป็นเรื่องๆ มาปะติดปะต่อกัน จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ และบทพระราชนิพนธ์ต่างๆ เช่น เรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ เป็นต้น ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่พระองค์ทรงประดิษฐ์ก็คือ การใช้คอมพิวเตอร์ "ปรุง" อวยพรปีใหม่ เพื่อพระราชทานแก่ข้าราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่เดิมพระองค์ได้พระราชทานผ่านเครื่องเทเล็กซ์ นอกจากนี้พระองค์ทรงสนพระทัยคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก สังเกตได้จากขณะเสด็จพระราชดำเนินชมงานนิทรรศการต่างๆ เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พระองค์สนพระทัยซักถามอาจารย์และนักศึกษาที่ประดิษฐ์ซอฟต์แวร์ต่างๆ อย่างละเอียดและเป็นเวลานาน 11月17日 รมว. ไอซีที ความไม่รู้เรื่อง + อำนาจ = ความเดือดร้อนจากข่าวเรื่องวิสัยทัศน์ของ รมว. ไอซีทีต่อโอเพนซอร์ส ที่ http://www.blognone.com/node/3355
กับประโยคสุดมหัศจรรย์ ที่สุดจะบรรยาย
"With open source, there is no intellectual property. Anyone can use it and all your ideas become public domain. If nobody can make money from it, there will be no development and open source software quickly become outdated," He (Minister) said.
Apart from Linux, he claimed that most open source software is often abandoned and not developed, and leads to a lot of low-quality software with lots of bugs.
"As a programmer, If I can write a good code, why should I give it away? Thailand could do good source code without open source," he said.
3 ย่อหน้ามีอะไรที่มันจริงบ้าง นอกจากย่อหน้าสุดท้ายซึ่งเป็นการแสดงนิสัยใจคอของรมต คนนี้
กลุ่มคนที่ทำโอเพนซอร์สมานานเช่น พี่เทพพิทักษ์ ก็ได้ออกมาเขียนผ่าน blog ของตัวเองที่ http://thep.blogspot.com/2006/11/mict-vision.html
โดยประโยคที่ชัดเจนต่อวิสัยทัศน์ของ รมต.คนนี้คือ "คือท่านไม่ช่วยก็ไม่ว่าอะไรนะครับ พวกเราปากกัดตีนถีบกันเองได้ แต่อย่ามากระทืบซ้ำ"
นอกจากนี้ยังได้ตีทุกย่อหน้าที่รมต. พูดออกไปว่าผิดหลักการอย่างแรง โดยปัญหาทั้งหมดที่ทาง รมต. กล่าวมาก็ถูกตีโดย opensourse.org ซึ่งเขียน FAQ มาเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วได้
"ไม่ได้โกรธที่ท่านไม่สนับสนุนนะครับ เพราะผมไม่เคยคาดหวังอยู่แล้ว นักการเมืองจะพูดยังไง ชีวิตผมก็ยังเหมือนเดิม แต่เซ็งที่ได้ยินคำพูดที่มีคำตอบใน FAQ อยู่แล้ว ขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ซะกรอบใหญ่โต" http://www.opensource.org/advocacy/faq.php
ว่าไปก็นึกถึงคำที่ครูศรพูดกับผู้พัน ในตอนสุดท้ายของเรื่อง "โหมโรง" ที่ประมาณว่า
"ถ้าผู้พันควบคุมคนในกองทัพนับแสนคนให้อยู่ในระเบียบได้ กองทัพของผู้พันก็คงสวยงาม แต่ในเรื่องดนตรีมันแตกต่างกันนะ... การจัดระเบียบโดยคนที่ไม่รู้เรื่องจะทำให้ส่งผลร้ายมากกว่าผลดีนะผู้พัน"
ตอนนี้เราก็กำลังโดน "คนที่ไม่รู้เรื่องเลย" มาจัดระเบียบอยู่เหมือนกัน !
สถานการณืล่าสุด เรื่องนี้ไปโผล่ใน SlashDot เรียบร้อย http://it.slashdot.org/article.pl?sid=06/11/16/0323202&from=rss
11月10日 FreeNAS = FreeBSD เอามาปรับเป็น NAS
เออ เยี่ยมจริงคนทำ แต่อนาคตถ้าคนมันใช้พวกนี้หมดคงหาคนเป็น concept จริงๆ ยากนะ 10月19日 ตั้งสี ให้ vim ใน FreeBSDคือปกติแล้ว FreeBSD มันจะไม่แสดงสีออกมาหน่ะครับ ทั้งใน ls และ vim เวลาตั้งต้องเข้าไปตั้งเอง
โดย ls ให้ environment เพิ่มเป็น
export CLICOLOR="YES"
export LSCOLORS="ExGxFxdxCxDxDxhbadExEx"
ส่วน vim ให้เพิ่ม config ใน ~/.vimrc
syntax on
set background=dark ก็จะได้สีเหมือนเดิม 10月7日 ผสาน Cacti กับ Network WeatherMap แล้ว Goodไม่ได้เขียนซะนาน เพราะรู้สึกว่า พอมันแปลงร่างเป็น live space แล้วมันช้านรกแตก ตั้งใจจะหาที่ใหม่แต่ก็ขี้เกียจสุดท้ายก็เขียนที่เดิมไปพลางก่อนหล่ะกัน
ว่าด้วยเรื่องว่างๆ ของข้าพเจ้าตอนนี้การจัดการอุปกรณ์ที่มัน snmp enabled อย่าง switch หรือว่า server ทีมี net-snmp มันรู้สึกง่ายขึ้นเยอะ tool ตัวล่าสุดที่ได้ใช้กันอย่างสุดเหวี่ยงสำหรับการสนับสนุน snmp ของข้าพเจ้าก็คือ rrdtool ซึ่งถ้าใครเคยใช้ mrtg ก็จะรู้สึกคล้ายคลึงกัน เหตุผลง่ายๆคือเพราะมันเป็นของคนเขียนคนเดียวกันนั่นเอง เพียงแต่ว่า rrdtool ใช้เทคนิคของ database แบบ round robin แทนที่จะเก็บเป็นไฟล์ log เหมือนแต่ก่อนที่ mrtg ทำ ดังนั้น feature ที่ทำให้มันดูสะดุดตามากก็คือการที่เราสามารถดู สถานะของระบบ ในช่วงเวลาที่เราต้องการได้ นอกเหนือไปจาก 1 วันที่แล้ว 1 สัปดาห์ที่แล้ว หรือ ปีที่แล้ว อย่าง mrtg นอกจากนี้มันยังแยก datasource ออกจาก graph เหมือนเป็นคนละ component ดังนั้นเราสามารถที่จะผสมสร้าง graph จาก data source ที่แตกต่างกันได้ เช่น สร้างกราฟแสดง bandwidth และ error rate ในรูปเดียว แต่วิธีการใช้งานของเจ้านี่ถ้าเขียนมือก็ถือว่านรกหน่ะครับ ดังนั้นก็ควรจะหา tool ที่มันทำให้ชีวิตดีขึ้น
Cacti เป็น web-based front-end สำหรับ rrdtool ครับ สิ่งที่มันทำคือการสร้างชีวิตการใช้งาน rrdtool ให้ง่ายแบบว่าคนไม่รู้จัก rrdtool เลยก็สามารถสร้าง graph ได้โดยง่าย (แต่ถ้าจะทำอะไร ในระดับกลางหรือสูงก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ) อย่างไรก็ตามด้วยสภาพของมันที่ใช้ database คุมทั้งระบบอีกทั้งการสร้างกราฟแบบทันทีทันใด ก็ทำให้ cacti เป็น monitoring system ที่ค่อนข้างช้า แต่ถ้าใครชอบความสวยงานที่พอใช้แล้วแทบจะโยน mrtg ทิ้งไปเลยเนี่ยก็แนะนำนะครับ
แล้ว Php WeatherMap หล่ะคืออะไร ก่อนอื่น แนะนำคำว่า Network WeatherMap มาจาก 2 คำคือ Network Map กับ Weather Map เมื่อเอามา Union กัน Map มันเลยเหลือตัวเดียว (555) Network Map คือแผนที่เครือข่าย ส่วน Weather Map คือ แผนที่แสดงสถานะของอากาศ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง Network WeatherMap ก็เลยกลายเป็น แผนที่ของระบบเครือข่ายที่สามารถแสดงสถานะในช่วงเวลาหนึ่งๆได้ เราจะสามารถสร้างแผนที่ที่บอกได้ว่าการส่งข้อมูลระหว่าง อุปกรณ์ นั้นอยู่ในระดับใด ซึ่งพอดูแล้วมันก็ดูเท่ดี ลองทำดูดีก่า
1. ลง cacti เนื่องจากเครื่องที่ทำใช้ FreeBSD เราก็เลยใช้ port ครับท่านง่ายดี ได้เวอร์ชั่นล่าสุดด้วย (update port ก่อนนะ) แล้วก็ลง database + cron ให้เรียบร้อย
2. ไปโหลด cacti plug-in architecture และ phpweathermap เพื่อที่จะใช้ phpweathermap เป็น plug-in ของ cacti
3. ติดตั้งๆ configๆ
4. ลองสร้าง diagram ดูเลย
ผลที่ได้ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ http://indian.cp.eng.chula.ac.th/net_monitor/plugins/weathermap/weathermap-cacti-plugin.php
เดี๋ยวจะเปลี่ยน Icon ให้เป็น Icon Cisco จะได้ดูมีชาติตระกูลหน่อย แล้วก็เพิ่ม link ของแต่ละ lab เข้ามาจะได้ดูเท่ห์ แถมมีความหมายด้วย อิอิ 7月14日 Php Programming Style Performance Comparisonโปรแกรมที่ว่ากันว่าดีได้ ก็คงมีปัจจัยหลายๆ อย่างรวมกัน เช่น เร็ว ใช้ง่าย ทนต่อผู้ใช้หลายๆคน หรือ ปลอดภัยต่อการ Hack
ความเร็วเป็นปัจจัยหลักอย่างนึงที่ผู้ใช้และผู้พัฒนาให้ความสำคัญ การเขียนโปรแกรมในรูปแบบที่ต่างกัน แต่ให้ผลเหมือนกันอาจจะส่งผลต่อประสิทธิภาพที่ต่างกันก็เป็นไปได้
ตัวอย่างการทดสอบ Performance ของ PHP5 ผมได้เอามาจากเว็บไซต์ที่จะ ref อยู่ข้างล่าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเขียนโปรแกรมในรูปแบบต่างๆ ส่งผลต่อความเร็วของโปรแกรม เมื่อมีการใช้งานในปริมาณ มากๆ
1. อันแรกมาจาก เว็บของ expert-exchange กับการเปรียบเทียบการใช้ ' กับ " ในการเขียน String รวมถึงการเขียน String แบบ concat โดยใช้จุด ด้วย
for ($i = 0; $i < 1000000; $i++) { $b = "ala ma kota, a sierotka marysia"; };
real 0m1.567s for ($i = 0; $i < 1000000; $i++) { $b = 'ala ma kota, a sierotka marysia'; }; real 0m1.539s for ($i = 0; $i < 1000000; $i++) { $b = "ala ma kota, a sierotka $i"; }; real 0m6.177s for ($i = 0; $i < 1000000; $i++) { $b = 'ala ma kota, a sierotka ' . $i; }; real 0m3.775s ผลที่ได้นี้อาจจะแตกต่างกันไปในเครื่องที่ใช้ทดสอบต่างๆ แต่ก็ค่อนข้างจะออกมาในแนวเดียวกัน คือ ถ้าไม่มีตัวแปรใน String ความเร็วจะใกล้เคียงกัน แต่ถ้ามีแล้วใช้ double quote เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ concat ความเร็วจะต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
2. สร้าง Array 100000 โดยใช้ for กับ While
for ($i=0; $i < 10000; $i++) {..} 0.087ms
while ($i < 10000) {} 0.086ms
สรุป For แย่กว่านิดเดียว
3. อ่าน Array 100000 ตัว
foreach($arr1 as $vl) {..} 0.171ms
while(list(,$vl = each($arr2)) {..} 0.335ms for($i=0;$i<10000;$i++) {..} 0.163ms สรุป For < ForEach < While ท่าอะไรแปลกๆ
4. อ่าน Log ขนาด 16MB $a = file("t1.log"); 0.274ms
สรุป b<c<a
5. Parse ตัวแปรใน String 100000 ครั้ง
สรุป b=c<a 6. หาคำจาก log ขนาด 32MB 7. split text จาก log 200Kb 8. นับขนาด Array 100000 for($i=0;$i<count($arr);$i++) 0.276ms 9. สร้าง Reference Object (…) {$j = & new TestClass();} 1.180ms 10. Random Number Generator (…) { srand(); } 0.193ms 11. Calculate Hash
(…) { md5($i."byster.net".$i); } 1.365ms สรุปว่า เขียนต่างสไตล์ให้ Speed ที่ต่างกันถ้าโปรแกรมที่เขียนต้องรองรับงานหนักๆ ดังนั้นก็ระวังๆ ไว้หน่อยหล่ะกัน Reference 1. http://byster.net/?page_id=48 2. http://www.experts-exchange.com/Web/Web_Languages/PHP/Q_21683329.html | |||||||
|
|